Skip to content

Punnett Square คืออะไร ? วิธีทำโจทย์พันธุศาสตร์ ฉบับเตรียมสอบ GED Science

Punnett Square คืออะไร

สรุปสั้น : 

  • Punnett Square คือ แผนภาพตารางคำนวณความน่าจะเป็น (Probability) ในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก คิดค้นโดย Reginald C. Punnett นักพันธุศาสตร์ชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1905 วิธีใช้คือนำแอลลีลของพ่อวางไว้แถวบน แอลลีลของแม่วางไว้คอลัมน์ซ้าย แล้วจับคู่ลงในแต่ละช่อง ผลลัพธ์จะบอกได้ 2 อย่าง คือ Genotype (รหัสยีน เช่น TT, Tt, tt) และ Phenotype (ลักษณะภายนอกที่มองเห็น เช่น ต้นสูง ต้นเตี้ย)
  • หัวใจสำคัญใน GED Science: ข้อสอบพาร์ต Life Science มักจะออกเรื่องนี้ทุกรอบ จุดวัดคะแนนไม่ได้อยู่ที่การวาดตาราง แต่อยู่ที่การแยกความต่างระหว่าง Genotype (รหัสยีน) และ Phenotype (ลักษณะภายนอก)
  • ทางลัดเก็บคะแนน: อ่านคำถามให้ดีว่าโจทย์ถามหาเปอร์เซ็นต์ของ Genotype หรือ Phenotype เพราะผลลัพธ์จากตารางเดียวกัน มีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ GED น่าจะทราบกันดีว่า ข้อสอบ GED Science แบ่งออกเป็น 3 พาร์ตหลัก ๆ ได้แก่ Physical Science (40%), Earth and Space (20%) และ Life Science (40%) ซึ่ง Life Science ถือเป็นพาร์ตที่มีสัดส่วนคะแนนเยอะที่สุด! วันนี้พี่ ๆ ทีม Science จาก House of Griffin เลยขอหยิบเอาหนึ่งแนวข้อสอบที่ออกบ่อยจนเจอแทบทุกชุดมาฝากกัน นั่นก็คือการทำความเข้าใจว่า Punnett Square คืออะไร และมีวิธีคิดอย่างไรในพาร์ต Life Science นั่นเองค่ะ

 

Punnett Square คืออะไร ? ทำความเข้าใจพื้นฐานพันธุศาสตร์

Punnett Square คือแผนภาพตารางที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็น (Probability) ในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก คิดค้นโดย Reginald C. Punnett นักพันธุศาสตร์ชาวอังกฤษ เพื่อประยุกต์ใช้หลักการถ่ายทอดลักษณะตามกฎของ เกรเกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) บิดาแห่งพันธุศาสตร์

ในการสอบ GED Science พาร์ต Life Science เรื่องการคำนวณและความน่าจะเป็นอาจทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนกำลังทำข้อสอบคณิตศาสตร์ แต่ถ้าเราจับหลักการสร้างตารางและการเข้าคู่ยีนได้ Punnett Square จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยโกยคะแนนที่เก็บได้ง่ายและเร็วที่สุดแน่นอน

 

6 คำศัพท์พันธุศาสตร์ (Key Terms) ที่ต้องจำขึ้นใจก่อนลงสนามสอบ

ก่อนจะไปลุยโจทย์จริง พี่ ๆ ขอพาทุกคนมาทบทวน 6 คำศัพท์สำคัญ ในเรื่องนี้กันก่อน แอบกระซิบเลยว่า มีนักเรียนหลายคนพลาดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะสับสนและแยกความแตกต่างของคำศัพท์เหล่านี้ไม่ออก มาเช็กความชัวร์กันเลยค่ะ

  1. Dominant (ลักษณะเด่น): ยีนเด่นที่ข่มยีนอื่นได้สนิท มีแค่ตัวเดียวก็แสดงลักษณะนั้นได้เลย ในข้อสอบมักใช้ “อักษรพิมพ์ใหญ่” (เช่น T) 
  2. Recessive (ลักษณะด้อย): ยีนด้อยที่ถูกข่ม จะยอมแสดงผลออกมาก็ต่อเมื่อจับคู่กับยีนด้อยด้วยกันเท่านั้น ในข้อสอบมักใช้ “อักษรพิมพ์เล็ก” (เช่น t)
  3. Homozygous (พันธุ์แท้): คู่ยีนที่ “เหมือนกัน” มาอยู่ด้วยกัน (Homo = เหมือน) มี 2 แบบคือ เด่นแท้ (TT) และด้อยแท้ (tt)
  4. Heterozygous (พันธุ์ทาง/ลูกผสม): คู่ยีนที่ “ต่างกัน” มาอยู่ด้วยกัน (Hetero = ต่าง) ตัวหนึ่งพิมพ์ใหญ่ ตัวหนึ่งพิมพ์เล็ก เช่น Tt (แต่จะแสดงลักษณะเด่นออกมา เพราะยีนเด่นข่มไว้)
  5. Genotype (จีโนไทป์): รูปแบบรหัสพันธุกรรม (Geno = Gene) วิธีจำในข้อสอบคือมันจะเป็น “ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เป็นคู่ๆ” เช่น TT, Tt, tt 
  6. Phenotype (ฟีโนไทป์): ลักษณะภายนอกที่แสดงออกมาให้เราเห็นด้วยตา (Pheno = Physical / Photo) เช่น ต้นสูง, ต้นเตี้ย, ตาฟ้า, ตาน้ำตาล

 

วิธีทำ Punnett Square 3 ขั้นตอน

ตัวอย่างมาตรฐานที่ข้อสอบชอบใช้คือการผสมต้นถั่วลันเตาพันธุ์ทาง 2 ต้น (Tt x Tt) โดยกำหนดให้ T คือลักษณะต้นสูง (เด่น) และ t คือลักษณะต้นเตี้ย (ด้อย)

ขั้นตอนที่ 1: แยกแอลลีลของพ่อและแม่

พ่อมี Genotype เป็น Tt จึงให้แอลลีลได้ 2 แบบคือ T และ t เช่นเดียวกับแม่ที่เป็น Tt ก็ให้ T และ t ได้ จากนั้นเขียนแอลลีลของพ่อไว้ด้านบนตาราง และของแม่ไว้ด้านซ้าย จะได้ตารางขนาด 2×2 รวม 4 ช่อง

ขั้นตอนที่ 2: เติมช่องในตาราง

ลากแอลลีลจากด้านบนลงมา และจากด้านซ้ายไปทางขวา แล้วนำมาจับคู่กันในแต่ละช่อง โดยเขียนตัวพิมพ์ใหญ่ไว้หน้าเสมอ

Tt x TtT (จากพ่อ)t (จากพ่อ)
T (จากแม่)TTTt
t (จากแม่)Tttt

หมายเหตุสำหรับทีม CVD: ส่วนนี้ต้องทำเป็น HTML <table> จริงเท่านั้น เพราะเป็นจุดที่ AI Overview มีโอกาสดึงไปแสดงมากที่สุดของทั้งบทความ

ขั้นตอนที่ 3: นับช่องแล้วแปลงเป็นอัตราส่วน

จากตารางข้างต้น เราจะได้ผลลัพธ์ 2 ชุด

  • Genotype: TT 1 ช่อง, Tt 2 ช่อง, tt 1 ช่อง → อัตราส่วน 1:2:1
  • Phenotype: ต้นสูง 3 ช่อง (TT, Tt, Tt), ต้นเตี้ย 1 ช่อง (tt) → อัตราส่วน 3:1

เมื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ ให้เอาจำนวนช่องที่ต้องการหารด้วย 4 เสมอ เช่น ต้นสูง 3 ช่อง จาก 4 ช่อง = 3/4 = 75%

 

ตัวอย่างโจทย์ GED Science 

In pea plants, the allele for tallness (T) is dominant over the allele for shortness (t). If two heterozygous tall pea plants (Tt×Tt) are crossed, what is the probability that the offspring will be:

  • Question 1: Tall in phenotype?
  • Question 2: Homozygous tall in genotype?

 

STEP 1: วาดตาราง Punnett Square (Tt×Tt)

จับคู่ผสมพันธุ์ระหว่างพ่อแม่ที่เป็น Heterozygous (Tt) ทั้งคู่ จะได้ผลลัพธ์ในรุ่นลูกออกมา 4 ช่อง ดังนี้ค่ะ

การวาดตาราง Punnett Square

STEP 2: ตอบคำถามให้ตรงจุด

นี่คือจุดที่เด็กๆ มักพลาดกันบ่อยที่สุด มาดูกันว่าข้อสอบจะสับขาหลอกเรายังไง 

 

Question 1: ถามหา Phenotype (ลักษณะภายนอกที่ตาเห็น)

  • โจทย์ถาม: ลูกที่มีฟีโนไทป์เป็น “ต้นสูง” มีโอกาสเกิดกี่เปอร์เซ็นต์ ?
  • วิธีคิด: คำว่า Phenotype คือลักษณะที่ปรากฏออกมา ดังนั้น ไม่ว่ายีนจะเป็นเด่นแท้ (TT) หรือพันธุ์ทาง (Tt) ต้นไม้ก็สลับมาแสดงลักษณะ “สูง” เหมือนกันทั้งหมด
  • นับช่อง: มีต้นสูงทั้งหมด 3 ช่องจาก 4 ช่อง (TT,Tt,Tt)
  • คำตอบที่ถูกต้อง: 3:4 หรือ 75%

 

Question 2: ถามหา Genotype (รหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษ)

  • โจทย์ถาม: ลูกที่มีจีโนไทป์เป็น “Homozygous Dominant (สูงแท้)” มีโอกาสเกิดกี่เปอร์เซ็นต์ ?
  • วิธีคิด: คำว่า Genotype ให้มองที่ตัวอักษร และโจทย์ระบุเจาะจงว่าต้องเป็น Homozygous Dominant ซึ่งก็คือตัวอักษรเด่นที่เหมือนกัน นั่นคือ TT เท่านั้น (ส่วน Tt คือ Heterozygous ถึงจะสูงเหมือนกัน แต่จีโนไทป์คนละแบบ)
  • นับช่อง: มีช่องที่เป็น TT เพียงแค่ 1 ช่องจาก 4 ช่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง: 1:4​ หรือ 25%

 

จุดที่ทำให้เสียคะแนนบ่อยที่สุด: แยก Genotype กับ Phenotype ให้ขาด

ข้อสอบ GED บางข้อใจดีถึงขั้นวาดตารางและผสมยีนมาให้เสร็จแล้ว เหลือแค่ให้เราอ่านคำตอบ แต่นักเรียนก็ยังพลาดได้ เพราะจากตารางเดียวกันแท้ ๆ คำตอบที่ถูกต้องเปลี่ยนไปตามคำที่โจทย์ใช้ ตารางนี้คือสรุปทุกคำตอบที่เป็นไปได้จากการผสม Tt x Tt

  • ถ้าโจทย์ถาม Phenotype ของต้นสูง → ตอบ 75% (นับทั้ง TT และ Tt)
  • ถ้าโจทย์ถาม Genotype แบบสูงแท้ (TT) → ตอบ 25%
  • ถ้าโจทย์ถาม Genotype แบบสูงทาง (Tt) → ตอบ 50%
  • ถ้าโจทย์ถาม Genotype แบบเตี้ย (tt) → ตอบ 25%

เห็นไหมคะว่า ผลลัพธ์จากตารางเดียวกันแท้ ๆ แต่ถ้าอ่านคำถามไม่เคลียร์ โอกาสเสียคะแนนมีสูงมาก

 

ตารางสรุปทุกรูปแบบการผสมที่ออกสอบบ่อย

นอกจาก Tt x Tt แล้ว ข้อสอบยังหยิบรูปแบบการผสมอื่นมาถามได้อีก แนะนำให้จำตารางนี้ไว้ จะช่วยให้ตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องวาดตารางใหม่ทุกข้อ

การผสมGenotype ของรุ่นลูกอัตราส่วน Phenotypeโอกาสได้ลักษณะเด่น
TT x ttTt ทั้งหมดเด่นทั้งหมด100%
TT x TtTT 2 : Tt 2เด่นทั้งหมด100%
Tt x TtTT 1 : Tt 2 : tt 13 เด่น : 1 ด้อย75%
Tt x ttTt 2 : tt 21 เด่น : 1 ด้อย50%
tt x tttt ทั้งหมดด้อยทั้งหมด0%

 

Punnett Square อยู่ตรงไหนของการเตรียมสอบ GED Science

GED Science มีทั้งหมด 50 ข้อ ใช้เวลา 90 นาที แบ่งเนื้อหาเป็น Life Science 40%, Physical Science 40% และ Earth and Space Science 20% โดย Punnett Square เป็นหัวข้อย่อยในกลุ่ม Heredity ของพาร์ต Life Science ซึ่งมักมาในรูปแบบโจทย์ที่ให้ตารางหรือข้อมูลมาแล้วให้เราวิเคราะห์ต่อ และหากต้องการเก็บหัวข้อทั้งหมดให้ครบ แนะนำให้อ่านเรื่องโครงสร้างเซลล์ (Cell Structure) ต่อ ซึ่งเป็นอีกหัวข้อที่ออกสอบคู่กันบ่อย

 

เตรียมความพร้อมสอบ GED Science อย่างมั่นใจที่ House of Griffin

หัวข้อ Punnett Square คือส่วนหนึ่งของแนวข้อสอบ GED Science เท่านั้น ในสนามสอบจริงยังมีเทคนิคการวิเคราะห์โจทย์ ตารางทดลอง และการตีความกราฟอีกมากมาย

สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการอัปคะแนน ปูพื้นฐานวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ และฝึกทำแนวข้อสอบจริงเพื่อเตรียมพร้อมสอบผ่าน GED ในรอบเดียว ที่ House of Griffin มีทีมผู้สอนที่เชี่ยวชาญ คอยดูแล วิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งรายบุคคล เพื่อช่วยให้น้อง ๆ คว้าคะแนนตามเป้าหมายได้อย่างมั่นใจค่ะ ครั้งหน้าจะมีแนวข้อสอบพาร์ทไหนหรือหัวข้ออะไรมาฝากอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

Share this article