Skip to content

สอบ IELTS ยากไหม ? เป้าหมาย IELTS 6.5 แต่ละพาร์ตต้องได้เท่าไหร่

สอบ IELTS ยากไหม
สรุปสั้น: สอบ IELTS 6.5 ยากไหม ?
ถ้าถามว่าสอบ IELTS ยากไหม ก็ขอบอกเลยว่า “ยาก” แต่ไม่เกินความสามารถของน้อง ๆ อย่างแน่นอน เพราะคะแนน Overall 6.5 นั้นจะคิดจากการรวมคะแนน 4 ทักษะแล้วหารด้วย 4 จึงไม่จำเป็นที่จะต้องได้คะแนนทุกพาร์ตที่ 6.5 แต่สามารถปรับคะแนนในแต่ละพาร์ตลดหลั่นกันไปเพื่อรวมให้ได้คะแนน Overall ที่ 6.5 ได้ ซึ่งหากมีการวางแผนเตรียมสอบที่รัดกุม หรือเลือกลงติวเสริมก็สามารถคว้าคะแนน IELTS 6.5 มาได้ไม่ยาก

เมื่อพูดถึงการสอบ IELTS แล้ว หลาย ๆ คนน่าจะตั้งเป้าหมายคะแนนในใจเอาไว้โดยพิจารณาจากเกณฑ์การรับสมัครของแต่ละหลักสูตร ซึ่งเกณฑ์คะแนน IELTS แต่ละมหาลัยในไทยก็มีความแตกต่างกันออกไป แต่เกณฑ์คะแนน IELTS ที่หลักสูตรอินเตอร์ในไทยและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกระบุเอาไว้ว่าสามารถยื่นเรียนต่อได้แบบชิล ๆ จะเฉลี่ยอยู่ที่ IELTS 6.5 (บางที่อาจกำหนดคะแนนต่ำหรือสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เลือกเรียน) ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนระดับค่อนข้างสูง หลายคนจึงกังวลว่าสอบ IELTS ยากไหม โดยเฉพาะคนที่ตั้งเป้าหมายคะแนน IELTS Overall 6.5 เพราะเป็นระดับคะแนนที่หลายมหาวิทยาลัยต้องการ วันนี้พี่กริฟฟินจึงจะมาแนะนำวิธีการคว้าคะแนนในฝันกัน

 

สอบ IELTS 6.5 ยากไหม ต้องมีพื้นฐานระดับไหน

การสอบ IELTS มีการแบ่งระดับคะแนนตามทักษะภาษาอังกฤษอยู่ที่ 9 ระดับ ซึ่งคะแนน IELTS 6.5 นั้น ถือเป็นคะแนนในระดับที่ค่อนข้างสูงเทียบเท่า “Competent User” หรือหากอิงตามเกณฑ์มาตรฐานยุโรป (CEFR) คะแนน IELTS 6.5 จะอยู่ระหว่าง B2 (Vantage) ถึง C1 (Effective Operational Proficiency) ดังนั้นผู้ที่จะได้ IELTS 6.5 จึงต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับค่อนข้างดี สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการพูดคุยโต้ตอบสื่อสารเรื่องทั่วไปได้อย่างลื่นไหล สามารถทำความเข้าใจจุดสำคัญของเนื้อหาที่อ่านหรือฟังได้ค่อนข้างชัดเจน แต่อาจมีความผิดพลาดในการใช้งานแกรมมาร์หรือการเลือกใช้คำในบางสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน (Occasional Inaccuracies) ดังนั้นถ้าถามว่าสอบ IELTS ยากไหม ก็บอกเลยว่า “ค่อนข้างยาก” แต่หากเตรียมตัวดีพอก็สามารถคว้า IELTS 6.5 มาได้แน่นอน

 

IELTS 6.5 ต้องได้คะแนนแต่ละพาร์ตเท่าไหร่

หากเป้าหมายคือ IELTS คะแนน 6.5 นั้น จะหมายถึงว่าได้คะแนนรวม (Overall) ที่ 6.5 ซึ่งคะแนนรวมนี้ได้มาจากการนำเอาคะแนนของแต่ละพาร์ตการสอบมาบวกรวมกันแล้วหาร 4 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องได้คะแนนสอบ IELTS ทุกพาร์ตให้ได้ 6.5 เสมอไป แต่สามารถเฉลี่ยคะแนนในพาร์ตอื่น ๆ มาเสริมเพื่อให้คะแนนรวมไปถึง 6.5 ได้ โดยที่หากนำคะแนนมาหารรวมแล้วได้คะแนน 6.25 ก็จะปัดขึ้นเป็น 6.5 โดยอัตโนมัติตามกฎของการคิดคะแนน IELTS ซึ่งพี่กริฟฟินก็เอาสูตรคะแนน IELTS 6.5 มาฝากกันด้วย ดังนี้

 

สูตรที่ 1 L 7.0 / R 6.5 / W 6.0 / S 6.0

สูตรยอดนิยมที่ค่อนข้าง Play safe สำหรับเด็กไทย คือ เน้นไปที่คะแนนพาร์ตการฟังให้ได้คะแนนสูงสุด และผ่อนคะแนนของพาร์ตการเขียนและการพูดให้เบาลงแต่เฉลี่ยออกมาแล้วได้คะแนนถึงเป้าหมาย เหมาะสำหรับคนที่มีทักษะทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง-ดี ไม่ได้เทคะแนนไปที่พาร์ตใดพาร์ตหนึ่งแบบสุดขั้ว โดยหากใช้สูตรนี้จะมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.375 ที่จะปัดคะแนนขึ้นเป็น 6.5

 

สูตรที่ 2 L 6.5 / R 6.5 / W 6.5 / S 6.5

สูตรสำหรับคนเป๊ะ คะแนนทุกพาร์ตได้ 6.5 คะแนนเท่ากัน ทำให้คะแนนรวมออกมาเท่ากับ 6.5 ไปโดยปริยาย เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้านในระดับปานกลาง-ดีเท่า ๆ กัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสูตรนี้อาจพบเจอได้ไม่บ่อยนัก เนื่องจากอาจมีคะแนนบางพาร์ตที่สูงหรือต่ำกว่า 6.5 มากกว่าที่จะได้คะแนนเท่ากันในทุกพาร์ต

 

สูตรที่ 3 L 8.0 / R 7.0 / W 5.5 / S 5.5

สูตรสำหรับคนที่ไม่มั่นใจด้านการเขียนและการพูด เน้นโถมคะแนนไปที่การฟังและการอ่านซึ่งเป็นทักษะด้านการ “รับสาร” เป็นหลัก ไม่ถนัดทักษะด้านการ “ส่งสาร” อย่างการเขียนหรือพูด สูตรนี้จะทำให้คะแนนเฉลี่ยออกมาได้ 6.5 คะแนนพอดีเช่นกัน แม้ว่าจะไม่เครียดในพาร์ตของการเขียนและการพูด แต่ต้องทุ่มเทด้านการอ่านและการฟังมากจนอาจทำให้กดดันเกินไปได้

 

พาร์ตไหนที่ทำให้คนพลาด IELTS 6.5 มากที่สุด

อันดับที่ 1 Writing (การเขียน)

พาร์ตปราบเซียนสำหรับเด็กไทย โดยเฉพาะน้อง ๆ ที่ลงสอบ IELTS for Academic ที่เอาคะแนนไปยื่นเรียนต่อ เพราะจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์เชิงวิชาการค่อนข้างมาก ทั้งในการตีความโจทย์และการเขียน Essay อธิบายออกมาให้จริงจังและคงความเป็นวิชาการเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลาย ๆ คนอาจพลาดในส่วนของการเลือกใช้คำศัพท์, แกรมมาร์ หรือตอบคำถามไม่ครบประเด็นที่โจทย์ต้องการ ดังนั้นจึงควรหมั่นฝึกเขียน IELTS Writing บ่อย ๆ เพื่อให้เคยชินกับการทำสอบ

 

อันดับที่ 2 Speaking (การพูด)

แม้ว่าจะเป็นข้อสอบพาร์ตที่มีเวลาการสอบน้อยที่สุดเพียง 11-14 นาที แต่ก็เป็นพาร์ตที่เด็กไทยหลาย ๆ คนเครียดที่สุด เนื่องจากจะต้องพูดคุยโต้ตอบกับกรรมการคุมสอบแบบตัวต่อตัว จึงสร้างความกดดันและประหม่าให้ผู้สอบที่ไม่ชินกับการพูดคุยภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ และอาจทำให้ลืมสิ่งที่เตรียมจะพูด หรือเว้นจังหวะการคิดนานเกินไปจนเสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งอาจแก้ได้โดยการฝึกพูดคุยโต้ตอบและสื่อสารกับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อฝึกความเคยชินและลดความเกร็งขณะสอบได้

 

อันดับที่ 3 Reading (การอ่าน)

ข้อคำถามในพาร์ตนี้มักจะเป็น Passage ที่มีความยาวค่อนข้างมากและมีศัพท์เชิงวิชาการเยอะ หากพยายามอ่านให้ครบถ้วนทุกบรรทัดเพื่อวิเคราะห์หาคำตอบอาจทำให้เสียเวลาในการทำสอบมากกว่าที่ควรจะเป็นจนทำให้ทำสอบข้อท้าย ๆ ไม่ทัน จึงควรเฉลี่ยเวลาการทำสอบแต่ละข้อให้พอดี หากเจอข้อที่ยากเกินไปให้ข้ามไปทำข้ออื่นก่อนแล้วค่อยวนกลับมาหาคำตอบใหม่เมื่อทำข้ออื่น ๆ เสร็จแล้ว นอกจากนี้ยังควรฝึกทักษะการอ่านแบบ Skim & Scan คือ เน้นอ่านแบบภาพรวม ไม่ต้องอ่านครบทุกตัวอักษรเพราะทำให้เสียเวลาในการสอบ

 

เตรียมสอบ IELTS ยังไงให้ได้ 6.5+ ภายใน 3 เดือน

สอบ IELTS ยากไหม เตรียมสอบยังไงให้ได้ถึงเป้าหมายที่ IELTS 6.5 ภายใน 3 เดือน มาดูเทคนิคการเตรียมตัวสอบ IELTS ฉบับเร่งรัดสำหรับผู้ที่มีเวลาเตรียมตัวสอบน้อยให้ได้คะแนนทะลุเป้ากันเลย

 

เดือนที่ 1 เสริมทักษะ Listening & Reading ให้พร้อม

เดือนแรกมุ่งเป้าไปที่ติวสอบ IELTS พาร์ต Listening & Reading ก่อน โดยอยากแนะนำให้ฝึกทั้ง 2 ทักษะนี้ควบคู่กันไปทีเดียวแบบ 1 เดือนเต็ม เนื่องจากทักษะด้านการอ่านและการฟังนั้นสามารถทำควบคู่กันไปได้แบบเห็นผลไวและชัดเจน โดยฝึกด้วยการอ่านและฟังการรายงานข่าวในหลากหลายสำเนียง เนื่องจากพาร์ตของ Listening มักจะให้ฟังบทสนทนาพูดคุยโต้ตอบในบริบทต่าง ๆ ของบุคคลในหลายเชื้อชาติ หากยึดติดกับการฟังสำเนียงแบบอังกฤษหรืออเมริกันเพียงอย่างเดียวอาจสับสนเมื่อได้ยินคำศัพท์เดียวกันในสำเนียงออสเตรเลียหรืออินเดีย จนทำให้เข้าใจสารผิดพลาดไปได้ และที่แนะนำให้ฟังการรายงานข่าวควบคู่กันไปก็เพราะจะได้ฝึกทักษะด้านการอ่าน (Reading) ได้เห็นการสะกดคำและการเลือกใช้คำศัพท์ในการนำเสนอข่าวประเภทต่าง ๆ และตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งที่ได้ยินไปพร้อม ๆ กันนั่นเอง

ทั้งนี้ หากอยากฝึก Listening เพิ่มเติม อาจแทรกด้วยการฟัง Podcast เสริม และเพิ่มการติว Reading ด้วยการอ่านบทความ (Articles) เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจเพิ่มเติม โดยเน้นฝึกทักษะด้านการอ่านแบบ Skimming (อ่านผ่าน ๆ หาไอเดียหลัก) และ Scanning (กวาดสายตาหาคำสำคัญที่เป็นตัวเลขหรือชื่อเฉพาะ) เพื่อเสริมทักษะด้านการอ่านให้ไวยิ่งขึ้นและรักษาเวลาการสอบได้ดี

 

เดือนที่ 2 ติวเข้ม Writing & Speaking

สำหรับการฝึกทักษะด้าน Writing และ Speaking อยากแนะนำให้ฝึกเพื่อไป “เตรียมสอบ” โดยเฉพาะ เนื่องจากการสอบ 2 ทักษะนี้เป็นจุดที่เด็กไทยอ่อนมากที่สุดและมี Pattern การสอบที่สามารถฝึกติวเข้มได้ หากมีเวลาสอบน้อยก็ควรจะโฟกัสไปที่การติวเพื่อฝึกทำสอบมากกว่าใช้งานจริง โดยอาจแบ่งติวทักษะละ 2 สัปดาห์ ดังนี้

  • สัปดาห์ที่ 5-6 ติว Writing ศึกษารูปแบบของข้อสอบ IELTS Writing ทั้ง Writing Task 1 และ Task 2 ให้แม่น วาง Pattern การเขียนตอบของตัวเองเอาไว้ เช่น ประโยคเขียนเปิดในบทนำ (Introduction) และสรุปท้าย (Conclusion) เพื่อที่เวลาสอบจะได้ดึงมาใช้งานได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่จาก 0 โดยอาจฝึกเขียนแล้วใช้ AI ช่วยตรวจเช็กจุดที่ผิดพลาดและจุดที่ควรพัฒนาปรับปรุงในการเขียนให้ดียิ่งขึ้นเพิ่มเติม
  • สัปดาห์ที่ 7-8 ฝึก Speaking ตัวข้อสอบ IELTS Speaking จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกที่เป็นการแนะนำตัวกับกรรมการคุมสอบและพูดคุยเรื่องทั่วไป, ถัดมาเป็นการตอบคำถามจาก Card ที่ได้รับ ซึ่งจะเว้นระยะเวลาให้คิดคำตอบก่อนเริ่มพูดตอบ และปิดท้ายด้วยการขยายความพูดคุยต่อกับกรรมการ โดยน้อง ๆ อาจเริ่มฝึกฝนจากหัวข้อที่มักออกสอบใน IELTS Speaking ฝึกพูดกับตัวเองหน้ากระจกพร้อมอัดเสียงการพูดของเราเอาไว้เพื่อเปิดทวนฟังและปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือจำลองสถานการณ์การสอบกับเพื่อนหรืออาจารย์เพื่อฝึกการพูดคุยกับคนจริง ๆ ให้คลายความเกร็งในการสอบ

 

เดือนที่ 3 ตะลุย Mock Test จัดเต็มก่อนลงสอบจริง

เมื่อทบทวนครบถ้วนทั้ง 4 ทักษะเป็นที่เรียบร้อย ในระยะเวลาเดือนสุดท้ายก่อนสอบจริงก็ควรที่จะทดลองทำข้อสอบ IELTS Mock Test โดยการหยิบเอาข้อสอบเก่า ๆ มาทำแบบจริงจังพร้อมจับเวลาตามจริง เพื่อทบทวนความรู้ทั้งหมดและฝึกการบริหารเวลาในการทำสอบให้แม่นยำ จากนั้นวิเคราะห์คะแนนที่ได้และโฟกัสไปที่การติวเข้มในพาร์ตที่ได้คะแนนน้อยเพิ่มเติม ก่อนจะลองทำ Mock Test อีกรอบจนมั่นใจและสามารถทำสอบได้อย่างไร้กังวล

 

ติว IELTS กับ House of Griffin เพื่อเป้าหมาย 6.5+

หากยังกังวลว่าสอบ IELTS ยากไหม และไม่มั่นใจว่าจะทำคะแนนถึง 6.5 ได้ทันเวลา การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนการเตรียมสอบแบบเป็นระบบก็เป็นอีกหนึ่งทางลัดที่ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น อีกหนึ่งวิธีติวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนตามเป้าหมาย คือเลือกลงติวกับสถาบันติวที่ไว้ใจได้ มีประสบการณ์ และการันตีผลการสอบได้ตามเป้าหมาย ซึ่งที่ House of Griffin ก็มีคอร์สติว IELTS แบบการันตีคะแนนสอบที่ 6.0 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายของน้อง ๆ ค่อนข้างมาก หากแจ้งความต้องการกับทีมงานก็จะช่วยปรับระดับความเข้มข้นของการติวให้มากขึ้นได้ หรือจะเลือกลงคอร์สแบบ Private Class ติวตัวต่อตัวหรือติวกลุ่มเล็กสุดเข้มข้นเพื่อพิชิต IELTS 6.5 ก็ได้เช่นเดียวกัน

Share this article