Skip to content

ติว SAT Writing ให้ได้คะแนนดี ต้องแม่น Grammar เรื่องไหนบ้าง ?

ติว SAT Writing เรื่องไหนให้ได้คะแนนดี

สรุปสั้น: ติว SAT Writing อย่างไร ให้ได้คะแนนดี ?

การจะทำข้อสอบ SAT Writing ให้ได้คะแนนดีนั้น ควรทบทวน Grammar ใน 6 หัวข้อหลักนี้ให้แม่นยำ Subject-Verb Agreement, Verb Tense และ Verb Form, Pronouns, Punctuation, Parallelism และ Transition Words เนื่องจากเป็นจุดที่ออกสอบบ่อย

ก่อนหน้านี้พี่กริฟฟินได้แนะนำเกี่ยวกับ 5 เทคนิคการติว SAT Reading กันไปแล้ว วันนี้ก็เป็นคิวของ SAT Writing กันบ้าง โดยข้อสอบ SAT Writing นั้นก็เป็นข้อสอบแบบ “เลือกตอบ” ที่ไม่ต้องลงมือเขียนเอง แต่เน้นวัดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ดังนั้นหากใครแม่น Grammar ก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะทำสอบไม่ได้ แต่ถ้าใครไม่มั่นใจในส่วนนี้และอยากติวเพิ่ม พี่กริฟฟินก็จะพาไปดูจุดที่ควรเน้นสำหรับการติว SAT Writing พร้อมแชร์เทคนิคการติวสอบฉบับคนมีเวลาน้อยกัน

 

ข้อสอบ SAT Writing วัดอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มติว SAT Writing สิ่งแรกที่ควรรู้คือข้อสอบไม่ได้วัดเพียงความจำด้านไวยากรณ์ แต่เน้นวัดว่าผู้สอบสามารถเลือกใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทหรือไม่ โดยข้อสอบจะครอบคลุมทั้งหลักไวยากรณ์ การเรียบเรียงประโยค และการสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 

  • Standard English Conventions (หลักไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค)

วัดความถูกต้องของการใช้ไวยากรณ์และการเรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องตามหลักของภาษาอังกฤษ, การใช้เครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation) ภายในประโยค, การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของส่วนประกอบในประโยค, โครงสร้างประโยคและ Grammar พื้นฐาน

  • Expression of Ideas (การเรียบเรียงและสื่อสาร)

วัดทักษะด้านการเรียบเรียงข้อมูล การใช้คำเชื่อม (Transition Words) เพื่อให้เนื้อหาไหลลื่น หรือการเลือกข้อมูล (Rhetorical Synthesis) จากโจทย์มาตอบให้สื่อความหมายออกมาได้ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการ

 

รวมเรื่อง Grammar ที่ควรแม่นก่อนติว SAT Writing

หากมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก ไม่จำเป็นต้องทบทวน Grammar ทุกเรื่องพร้อมกัน เพราะข้อสอบ SAT Writing มักออกซ้ำในหัวข้อเดิม ๆ การทบทวนหัวข้อสำคัญต่อไปนี้ให้แม่น พร้อมฝึกทำโจทย์จริง จะช่วยเพิ่มคะแนนได้คุ้มค่ากว่าการอ่านแบบกระจาย โดย 6 หัวข้อหลักที่มักพบได้บ่อยในข้อสอบมีดังนี้

 

1. Subject-Verb Agreement

ความเชื่อมโยงกันของประธานและคำกริยา ถ้าโจทย์ระบุประธานเป็นเอกพจน์ (คนเดียว) คำกริยาก็จะต้องเป็นคำที่ลงท้ายด้วย s/es/ies แต่หากกำหนดให้ประธานเป็นพหูพจน์ (หลายคน) คำกริยาก็จะต้องไม่เติม s (สำหรับ Present Simple) จุดสังเกตของข้อสอบ SAT คือมักใส่ส่วนขยายยาว ๆ มาคั่นระหว่างประธานกับคำกริยาเพื่อหลอกตาผู้สอบ หากรีบอ่านจนหา Subject ที่แท้จริงไม่เจอ ก็มีโอกาสเลือก Verb ผิดได้ง่าย

ตัวอย่างคำถาม

1.ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Subject-Verb Agreement

ตอบ D เนื่องจากประธานของประโยคคือคำว่า “references” จึงมีสถานะเป็นพหูพจน์ คำกริยาจึงต้องเป็นคำว่า “represent” ที่มีลักษณะเป็นพหูพจน์ ซึ่งเมื่อเติมเข้าไปแล้วก็ทำให้รูปประโยคทั้งหมดถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

 

2. Verb Tense และ Verb Form

การเลือกใช้ Tense ให้สอดคล้องกับบริบทของประโยค เนื่องจากบางคนอาจหรือลืมตรวจสอบโครงสร้างประโยคทั้งหมดและเลือกตอบข้อที่ใช้ Tense ผิด นอกจากการเลือก Tense ให้ตรงกับบริบทแล้ว ยังต้องเลือก Verb Form ให้ถูกต้องหลังคำกริยาช่วย (Helping Verbs) หรือโครงสร้างบางรูป เช่น infinitive, gerund และ participle เพราะข้อสอบ SAT มักทดสอบทั้งสองเรื่องควบคู่กัน

ตัวอย่างคำถาม

ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Verb Tense และ Verb Form

ตอบ A เนื่องจากรูปประโยคทั้งหมดเป็น Past Tense จึงต้องตอบ “used” ที่เป็นคำกริยาของ Past Tense เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์ หากเลือกตอบข้ออื่น ๆ จะทำให้รูปประโยคผิดหลักไวยากรณ์

 

3. Pronouns

การเลือกใช้สรรพนามได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ตามหลัก Pronoun-Antecedent Agreement แต่ต้องระวังเรื่อง Pronoun Ambiguity หรือคำสรรพนามที่มีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนว่าจะต้องใช้คำประเภทไหนจึงจะเหมาะสม (สามารถพิจารณาได้จากบริบทแวดล้อม)

ตัวอย่างคำถาม

ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Pronouns

ตอบ A เนื่องจากเป็น Pronouns ที่สื่อถึง “utensils” (เครื่องครัว) จุดนี้หลายคนอาจเห็นคำว่า “he” ด้านหน้าแล้วเกิดความสับสนว่าต้องตอบในข้ออื่นที่เป็นรูปเอกพจน์ แต่คำหลักของข้อนี้คือเครื่องครัวซึ่งมีรูปเป็นพหูพจน์นั่นเอง

 

4. Punctuation

การใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ซึ่งเครื่องหมาย Punctuation ที่มักจะพบเห็นได้บ่อยในข้อสอบ SAT ก็ได้แก่

  • Comma (,) ใช้ในการแบ่งคำ, วลี หรืออนุประโยคให้อ่านง่ายขึ้น ไม่นิยมใช้เชื่อมประโยค เว้นแต่จะมีคำเชื่อมในกลุ่ม FANBOYS (For, And, Nor, But, Or, Yet และ So)
  • Semicolon (;) ใช้เชื่อม 2 ประโยคสมบูรณ์ (Independent Clauses) ที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน โดยไม่ใช้คำเชื่อม หากใช้คำเชื่อมไม่ต้องเติม ;
  • Colon (:) ใช้ตามหลังประโยคที่สมบูรณ์แล้ว เพื่อขยายความอธิบายต่อ หรือยกตัวอย่างเพิ่มเติม
  • Dash (—) ใช้ขยายความหมายของคำ, วลี หรือประโยคก่อนหน้า

ตัวอย่างคำถาม

ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Punctuation

ตอบ B เนื่องจากเป็นวิธีการใช้ Punctuation ที่ถูกต้อง คือ เติม Punctuation “,” หลังคำว่า “Diverse plant species” เพื่อยกตัวอย่าง จากนั้นปิดประโยคด้วย “;” เพราะเป็นการเชื่อมประโยคสมบูรณ์ 2 ประโยคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันโดยไม่ใช้คำเชื่อม

 

5. Parallelism

การปรับให้คำ, วลี หรือประโยคที่ถูกเชื่อม and, but หรือ or มีรูปไวยากรณ์แบบเดียวกันทั้ง 2 ฝั่ง หรือเรียกว่ามีโครงสร้างประโยคแบบคู่ขนานกัน

ตัวอย่างคำถาม

ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Parallelism

ข้อนี้ตอบ B เนื่องจากโครงสร้างประโยคเป็นแบบ “one+adj.+n” ซึ่งประโยคในโจทย์นั้นเขียนผิด จึงต้องปรับแก้ให้ถูกต้องให้เป็นรูปประโยคคู่ขนานกันประโยคแรก

 

6. Transition Words

การเลือกใช้คำเชื่อมระหว่างประโยคให้เหมาะสม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่พบเห็นได้บ่อยในตัวข้อสอบ SAT รวมถึงเป็นจุดสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนทิศทางของโจทย์อีกด้วย ซึ่งคำเชื่อมประโยคก็สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

  • คำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง เช่น However, On the other hand, Nevertheless
  • คำเชื่อมแสดงความเป็นเหตุเป็นผล เช่น Therefore, Thus, Consequently
  • คำเชื่อมเสริมข้อมูล/ตัวอย่าง เช่น Furthermore, In addition, For instance
  • คำเชื่อมสรุปความ เช่น In conclusion, To summarize, Overall

ตัวอย่างคำถาม

ตัวอย่างคำถามหัวข้อ Transition Words

ตอบ D เนื่องจากเป็นการอธิบายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังนำไปผ่านความร้อน จึงตอบว่า “As a result,” นั่นเอง

 

วิธีติว SAT Writing ให้เห็นผลฉบับคนเวลาน้อย

ถ้าน้องคนไหนลงสอบ SAT ไปแล้วอยากได้เทคนิคการติว SAT Writing โค้งสุดท้าย ฉบับคนมีเวลาน้อย พี่กริฟฟินก็มี 4 ทริคดี ๆ มาฝากให้ลองเอาไปปรับใช้กัน

 

1. เน้นทำโจทย์แนว Punctuation ก่อน

ถ้าใครได้ลองเปิดดูตัวอย่างข้อสอบ SAT จะเห็นได้ว่าข้อสอบที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้งาน Punctuation จะเป็นโจทย์ที่สังเกตเห็นได้ง่ายและข้อคำถามค่อนข้างสั้น หากเริ่มทำข้อสอบโดยเปิดไปทำโจทย์รูปแบบนี้ก่อนก็จะทำให้มีเวลาเหลือไปวิเคราะห์โจทย์ข้ออื่น ๆ และเพิ่มเวลาการอ่านโจทย์ที่เป็น Passage ยาว ๆ ได้

 

2. ฝึกอ่านแบบสแกนหาโครงสร้างประโยคเป็นหลัก

ข้อสอบ SAT มักจะเป็นรูปประโยคยาว ๆ ที่มีส่วนขยายภายในประโยคค่อนข้างมาก ดังนั้นน้อง ๆ จึงควรที่จะฝึกอ่านแบบสแกนหาโครงสร้างประโยคจำพวก (Subject + Verb) และมองข้ามส่วนขยาย (คำในวงเล็บ, ประโยคที่อยู่ในเครื่องหมาย Comma) เนื่องจากใจความสำคัญของข้อสอบจะอยู่ที่ประธานและกริยาเป็นหลัก

 

3. ตะลุยทำโจทย์เพิ่มความมั่นใจ

ในเว็บไซต์ SAT นั้นมีข้อสอบตัวอย่างให้เลือกทำมากมายหลายชุดพร้อมคำอธิบายเฉลยแต่ละข้ออย่างละเอียด จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากเตรียมสอบด้วยการตะลุยทำโจทย์แบบเน้น ๆ โดยขอแนะนำให้ทำการ “จับเวลา” ตามจริงขณะทดลองทำข้อสอบแต่ละชุด เพื่อที่จะได้ฝึกทั้งทักษะด้านการวิเคราะห์โจทย์และการบริหารเวลาไปพร้อม ๆ กัน

 

4. ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Bluebook

การสอบ SAT ในปัจจุบันได้ปรับระบบมาเป็น Digital SAT และยกเลิกการสอบแบบกระดาษไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแอปพลิเคชันที่ใช้ในการสอบก็มีชื่อว่า “Bluebook” ที่เปิดให้สามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้งานและฝึกทำข้อสอบภายในแอปพลิเคชันกันก่อนได้ นอกจากนี้ ในตัวแอปพลิเคชันยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจทั้งการไฮไลต์ข้อความ, การติดธง และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีประโยชน์ในการสอบอีกมากมาย ดังนั้นจึงควรทดลองดาวน์โหลดมาใช้งานเพื่อทำความคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันที่ใช้สอบตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

จุดที่หลายคนมักพลาดใน SAT Writing

ข้อผิดพลาดของหลาย ๆ คนในการทำข้อสอบ SAT Writing ส่วนใหญ่มักเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เผลอมองข้ามไป แต่ทำให้พลาดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย เช่น

 

1. โดนส่วนขยายหลอกตา

โจทย์ของข้อสอบ SAT จะเน้นการใส่ส่วนขยายในประโยคเพื่อหลอกตาผู้สอบ ซึ่งถ้าใครเผลอดูเฉพาะคำกริยาที่อยู่ใกล้กับคำนามมากที่สุดแทนการอ่านประโยคทั้งหมดก็อาจทำให้จับคู่ประธานและคำกริยาผิดจนทำให้เลือกใช้ Tense หรือ Pronoun ผิด, สับสนเรื่องการใช้ Punctuation แต่ละแบบ จนเลือกคำตอบข้อที่ผิดได้

 

2. สับสนการใช้งาน Punctuation

หลายคนยังสับสนกับการใช้งาน Punctuation แต่ละรูปแบบอยู่ เพราะประโยคในภาษาไทยไม่มีการใช้เครื่องหมายเหล่านี้ จึงควรศึกษาเรื่องหลักการใช้งาน Punctuation ให้แม่นยำเพื่อลดความผิดพลาดในส่วนนี้

 

3. ตอบตามความเคยชิน

บางคนชอบใช้ Sense ในการเลือกคำตอบมากกว่าการอิงตามหลักการใช้งานของ Grammar จริง ๆ เช่น ใช้คำเชื่อมที่คุ้นเคยโดยไม่ดูบริบทแวดล้อม หรือตอบตัวเลือกที่อ่านแล้วรู้สึกว่าดูเหมาะสมและทำให้รูปประโยคสละสลวยมากกว่าที่จะทบทวน Grammar ที่ถูกต้อง

 

4. จำ Grammar ได้แต่ลืมดูบริบท

แม้ว่าจะจำหลักไวยากรณ์ได้ แต่ข้อสอบ SAT Writing หลายข้อจะให้เลือกคำตอบจากบริบทของข้อความ ไม่ใช่เพียงความถูกต้องของ Grammar เท่านั้น เช่น การเลือก Transition Words หรือการเลือกประโยคที่สื่อความหมายได้เหมาะสม ดังนั้นก่อนตอบทุกข้อควรอ่านข้อความรอบ ๆ ให้เข้าใจเสมอ

 

ติว SAT Writing อย่างมั่นใจที่ House of Griffin

หากยังไม่มั่นใจเรื่อง Grammar หรือไม่รู้ว่าควรเริ่มทบทวนจากหัวข้อไหน House of Griffin พร้อมช่วยวางแผนการเตรียมสอบ SAT ให้เหมาะกับพื้นฐานของแต่ละคน ทั้งคอร์ส SAT Verbal ที่เจาะลึก Reading และ Writing รวมถึงคอร์ส SAT แบบครบทุกพาร์ต พร้อมเทคนิคการทำข้อสอบและการฝึกทำโจทย์เสมือนจริง เพื่อช่วยให้น้อง ๆ เพิ่มคะแนนได้อย่างมั่นใจในวันสอบ

Share this article