
สรุปสั้น: วางแผนสอบ SAT ครั้งแรกยังไงให้ได้คะแนนตามเป้า เริ่มต้นจากการกำหนดคะแนนเป้าหมาย, ลงสมัครสอบ, ทดลองทำข้อสอบเก่าเพื่อวัดระดับความรู้เริ่มต้น, ติวเสริมจุดที่ได้คะแนนน้อย โดยเริ่มจากติว SAT Math ที่มีการแบ่งหัวข้อการสอบชัดเจน จากนั้นติว SAT Verbal เสริม โดยแบ่งเวลาท่องศัพท์รายวันเพื่อขยายคลังศัพท์ด้วย จากนั้นทดลองทำข้อสอบ SAT ซ้ำแบบจับเวลาตามจริง |
พี่กริฟฟินเชื่อว่าน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของข้อสอบ SAT กันมาบ้าง โดยเฉพาะกับคนที่เล็งจะเรียนต่อคณะอินเตอร์ เพราะเป็นหนึ่งในข้อสอบยอดนิยมที่สามารถใช้สมัครเรียนได้หลายคณะ แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยลงสนามสอบ SAT และไม่รู้จะเริ่มวางแผนยังไงดี พี่กริฟฟินก็มีเคล็ดลับการวางแผนสอบ SAT ครั้งแรกให้ผ่านฉลุยมาฝากกัน
สอบ SAT ครั้งแรก วางแผนการสอบยังไงดี
น้องคนไหนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการสอบ SAT แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นเตรียมตัวสอบยังไงดีให้ได้คะแนนตามเป้าตั้งแต่สอบรอบแรก รวมถึงอยากรีบลงสอบไวที่สุดเพื่อนำเอาคะแนนไปใช้สมัครเรียนในปีล่าสุด สิ่งสำคัญของการเตรียมตัวสอบไม่ใช่การอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการวางแผนอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้น้อง ๆ สามารถคว้าคะแนนเป้าหมายที่ต้องการได้ตั้งแต่การสอบรอบแรก โดยสามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้เลย
กำหนดคะแนนเป้าหมาย
ตรวจสอบคะแนนเป้าหมายที่ต้องการโดยอ่านจากประกาศรับสมัครนิสิต/ นักศึกษา และจดคะแนนขั้นต่ำที่ทางหลักสูตรต้องการเอาไว้เพื่อกำหนดเป็นคะแนนเป้าหมายขั้นต่ำ โดยในขั้นตอนนี้ให้ดูเกณฑ์คะแนนแบบอัปเดตล่าสุดตามปีการศึกษาที่สมัครเรียน เพราะคะแนนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตามข้อกำหนดของทางมหาวิทยาลัย
ตรวจสอบตารางการสอบ SAT และประกาศรับสมัคร
สำหรับคนที่จะลงสอบ SAT ครั้งแรก อาจยังไม่ทราบรอบสอบ SAT และกำหนดการประกาศผลคะแนน จึงยังไม่รู้ว่าจะลงสอบรอบไหนดี โดยปกติแล้วคะแนน SAT จะออกภายใน 2 สัปดาห์หลังสอบ น้อง ๆ จึงสามารถคำนวณเวลาได้ว่าจะเลือกลงสอบในรอบไหนเพื่อที่จะได้นำเอาคะแนนไปยื่นสมัครเรียนได้ทันตามประกาศรับสมัครนิสิต/ นักศึกษา
ลองทำข้อสอบเก่าเพื่อวัดความรู้ก่อนเริ่มลงมือติวสอบ
เมื่อทราบคะแนนเป้าหมายที่ต้องการและสมัครสอบเป็นที่เรียบร้อย ถัดมาให้ลองทำข้อสอบวัดระดับความรู้ของตัวเองเพื่อประเมินระดับคะแนนเริ่มต้นและดูว่าควรจะติวสอบในจุดไหนเพิ่ม โดยแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Bluebook (แอปพลิเคชันที่ใช้ในการสอบ) มาติดเครื่องเอาไว้ จากนั้นลงทะเบียนเข้าใช้งานเพื่อลองทำ Practice Test ในระบบและตรวจสอบคะแนนและดูว่ามีจุดไหนที่จะต้องติวเสริมเป็นพิเศษ
ติวสอบจุดที่คะแนนน้อย โดยเริ่มจาก SAT Math ก่อน SAT Verbal
ข้อสอบ SAT มีการสอบทั้งหมด 2 รายวิชา ได้แก่ SAT Verbal (ภาษาอังกฤษ) และ SAT Math (คณิตศาสตร์) ซึ่งการสอบในรายวิชา SAT Math นั้นจะมีขอบเขตเนื้อหาเอาไว้เป็นหัวข้อแบบชัดเจน รวมทั้งมีรูปแบบคำถามที่เป็น Pattern จึงสามารถเจาะลึกข้อสอบในแต่ละส่วนและเลือกติวในหัวข้อที่คะแนนต่ำได้ง่ายกว่าการสอบ SAT Verbal ที่เน้นการวิเคราะห์และตีความโจทย์ ดังนั้นหากเริ่มติว SAT Math ก่อนก็จะสามารถเลือกหัวข้อติวสอบได้ง่ายและเก็บเนื้อหาได้ครบถ้วนอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ควรติว SAT Verbal และท่องศัพท์คู่ขนานกันไปด้วย
ทดลองทำข้อสอบซ้ำแบบจับเวลาตามจริง
หลังจากติวสอบครบทั้ง 2 วิชาและเริ่มมั่นใจแล้ว ให้กลับไปลองทำข้อสอบ SAT ใหม่อีกครั้งแบบจำลองสถานการณ์คล้ายการสอบจริง คือ จับเวลาตามจริงที่ข้อสอบกำหนด (64 นาทีสำหรับข้อสอบ SAT Verbal และ 70 นาทีสำหรับข้อสอบ SAT Math) รวมถึงปิดเครื่องมือสื่อสารเพื่อโฟกัสกับการสอบอย่างเต็มที่ โดยน้อง ๆ สามารถทดลองทำข้อสอบผ่าน Bluebook หรือดาวน์โหลดชุดข้อสอบมาทดลองทำเองได้เลย
วิธีเตรียมสอบ SAT Math ฉบับคนมีเวลาน้อย
ข้อสอบ SAT Math จะมีข้อสอบทั้งหมด 44 ข้อ (ชุดข้อสอบละ 22 ข้อ) แบ่งเป็น 4 หัวข้อ ดังนี้
- Algebra (13-15 ข้อ) พีชคณิต, ฟังก์ชันเชิงเส้น, ระบบสมการเชิงเส้น, อสมการเชิงเส้น
- Advanced Math (13-15 ข้อ) ระบบจำนวนจริง, ฟังก์ชัน, ระบบสมการสองตัวแปร
- Problem Solving and Data Analysis (5-7 ข้อ) การแก้ปัญหาและวิเคราะห์ข้อมูล, อัตราส่วน, ร้อยละ
- Geometry and Trigonometry (5-7 ข้อ) สูตรการหาพื้นที่, ตรีโกณมิติ, การอ่านกราฟเรขาคณิตและตรีโกณมิติ
1. ศึกษาหัวข้อการสอบและอ่านสอบแต่ละหัวข้อแบบเจาะลึก
โจทย์ของ SAT Math จะมีการแบ่งหัวข้ออย่างชัดเจน ทำให้สามารถแบ่งวันติวสอบและฝึกทำโจทย์แบบเจาะลึกแต่ละหัวข้อได้ง่าย จึงควรแยกวันติวสอบเพื่อฝึกการคิดคำนวณและจำสูตรของแต่ละหัวข้อให้แม่นก่อนที่จะลองทำข้อสอบแบบรวมทุกหัวข้อ
2. ฝึกการใช้งานเครื่องคิดเลข Desmos ให้คล่อง
ข้อสอบ SAT Math นั้นจะอนุญาตให้ผู้สอบสามารถใช้งานเครื่องคิดเลข Desmos ในการคิดคำนวณโจทย์ปัญหาได้ โดยมีให้บริการในแอปพลิเคชัน Bluebook แต่หากใครสะดวกพกเครื่องคิดเลขส่วนตัวเข้าห้องสอบก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่จะต้องทำการตรวจสอบรุ่นของเครื่องคิดเลขสอบ SAT MATH เสียก่อน รวมถึงผู้สอบทุกคนก็ควรที่จะฝึกใช้งานเครื่องคิดเลขให้คล่องก่อนวันสอบจริงเพื่อที่จะได้ใช้งานได้อย่างถนัดมือและไม่เสียเวลาการทำสอบ
3. ทำข้อสอบและพิจารณาหาจุดผิดพลาดเพื่อปรับปรุง
หลังจากตรวจคำตอบและคะแนนหลังทำข้อสอบเสร็จแล้ว ให้จดจุดที่ผิดพลาดว่ามีจุดไหนที่พลาดบ่อยและทำให้เสียคะแนนไป เช่น กดเครื่องคิดเลขผิด, จำสูตรที่ต้องใช้งานผิด, ทำโจทย์ไม่ทัน เป็นต้น เมื่อทราบข้อผิดพลาดแล้วก็นำมาทบทวนและแก้ไขปรับปรุงก่อนลองทำข้อสอบซ้ำจนเริ่มมั่นใจ
วิธีเตรียมสอบ SAT Verbal ฉบับคนมีเวลาน้อย
ข้อสอบ SAT Verbal หรือ SAT ภาษาอังกฤษ จะมีข้อสอบทั้งหมด 54 ข้อ (ชุดข้อสอบละ 27 ข้อ) โดยจะมีทั้งข้อสอบส่วนที่วัดทักษะด้านการอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) แบ่งหัวข้อการสอบออกเป็น 4 หัวข้อ ดังนี้
- Information and Ideas วัดความสามารถด้านการจับใจความ, การคิดวิเคราะห์, การใช้เหตุผล, การตีความและการประเมินสถานการณ์จากข้อความและข้อมูลกราฟิก (เช่น ตาราง แผนภูมิ กราฟ)
- Craft and Structure วัดความเข้าใจโครงสร้างและจุดประสงค์ของบทความ การเลือกใช้ศัพท์ให้ตรงกับบริบท, การเปรียบเทียบเชื่อมโยงข้อความภายในบทความ
- Expression of Ideas วัดทักษะการเรียบเรียงข้อมูล การใช้คำเชื่อม และการเลือกใช้ข้อมูลเพื่อสื่อความหมายได้ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการ
- Standard English Conventions วัดการใช้ไวยากรณ์และการเรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤษ การวางโครงสร้างประโยค การใช้เครื่องหมายวรรคตอน
1. แบ่งท่องศัพท์เพื่อเติมคลังศัพท์
ปัญหาหลักที่ทำให้ทำสอบไม่ได้ของหลาย ๆ คนคือการไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ ทำให้แปลโจทย์ไม่ออก ดังนั้นจึงควรท่องคำศัพท์ SAT Verbal ที่พบเห็นได้บ่อย โดยให้แบ่งท่องวันละ 20-30 คำ สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งท่องศัพท์ครั้งละมาก ๆ ในทีเดียว
2. ติว SAT Reading ให้แม่น
ข้อสอบ SAT Reading จะมีหัวข้อการสอบทั้ง 4 หัวข้ออย่างครบถ้วน ตัวโจทย์จะมีลักษณะเป็น Passage ให้อ่านและตอบคำถาม โดยขอแนะนำให้เลื่อนไปอ่านคำถามก่อนค่อยกลับมาอ่าน Passage เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรโฟกัสจุดไหน จากนั้นมองหาคำที่เป็น Transition words เพื่อหาใจความสำคัญ
3. ฝึกทำข้อสอบ SAT Writing
หลังจากติวสอบ SAT Reading จบกันไปแล้วก็มาตะลุยโจทย์ SAT Writing กันต่อ ข้อสอบส่วนนี้จะเน้นเรื่องของไวยากรณ์ (Grammar) และการเรียบเรียงประโยคเป็นหลัก ซึ่งหากใครแม่นเรื่อง Tense ก็สามารถคว้าคะแนนในส่วนนี้ได้ไม่ยาก จุดสังเกตของการเก็บคะแนน SAT Writing ได้ไว ๆ คือการเลือกทำข้อที่ถามเกี่ยวกับ Punctuation ที่มีกฎการใช้งานตายตัวก่อน จากนั้นค่อยทยอยทำข้ออื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาวิเคราะห์โจทย์
เตรียมสอบ SAT ครั้งแรกกับ House of Griffin อุ่นใจกว่า
หากน้องคนไหนต้องการผู้ช่วยติวสอบ SAT เพื่อคว้าคะแนนสอบ SAT ครั้งแรกให้ได้ตามเป้าหมาย สามารถทักมาหาทีมงาน House of Griffin เพื่อรับคำปรึกษาพร้อมบริการติว SAT แบบการันตีผลสอบ SAT 1350 คะแนน (และ IELTS 6.5) ตะลุยโจทย์เจาะลึกทุกหัวข้อและจำลองการสอบ SAT Mock Test เสมือนจริง คว้าคะแนนสอบในฝันยื่นเรียนต่อได้ตั้งแต่สอบรอบแรก
