
สรุปสั้น: |
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นข่าวเรื่องการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ได้ประกาศลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายต่อหลายฉบับออกมาไม่เว้นแต่ละวัน และการสั่งการแต่ละครั้งของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานั้นมักส่งผลกระทบไปถึงการเมืองและเศรษฐกิจทั่วโลกในทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ทั่วโลกต่างก็จับตามองการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีอย่างใกล้ชิด รวมถึงทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจไปว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นมีอำนาจล้นฟ้าที่สามารถสั่งการสิ่งต่าง ๆ ได้ตามใจตัวเอง แต่ความจริงแล้วการเมืองภายในของอเมริกานั้นมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ หรือ Checks and Balances คือหนึ่งในหัวข้อในหมวดการเมืองและการปกครองที่ออกสอบใน GED Social Studies วันนี้พี่กริฟฟินเลยจะพาน้อง ๆ มาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
Checks and Balances คืออะไร ?
Checks and Balances คือกลไกการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกา มีการแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative), ฝ่ายบริหาร (Executive) และฝ่ายตุลาการ (Judicial) ซึ่งการแบ่งอำนาจไปให้ทั้ง 3 ฝ่ายนี้มีไว้เพื่อถ่วงดุลอำนาจกันและกัน ไม่ให้ฝ่ายใดมีอำนาจมากเกินไปและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบและรักษาความโปร่งใสของการปกครอง
หลักการแบ่งอำนาจ 3 ฝ่าย
ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative)
นิติบัญญัติ หรือรัฐสภาที่อเมริกานิยมเรียกว่า “สภาคองเกรส” มีหน้าที่ในการตรากฎหมายและควบคุมงบประมาณของประเทศ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายบริหารและตั้งกรรมการสอบสวนฝ่ายบริหารและถอดถอนประธานาธิบดีได้ในกรณีพบว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รวมถึงมีอำนาจในการรับรองการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้พิพากษาของประธานาธิบดี โดยภายในจะมีทั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
ฝ่ายบริหาร (Executive)
มักแทนด้วยตัวของ “ประธานาธิบดี” ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการ “บังคับใช้กฎหมาย” และการบริหารงานภาครัฐ รวมถึงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเป็นผู้ทำสนธิสัญญาต่าง ๆ อย่างที่เราเห็นว่าได้มีการลงนามสั่งการออกมานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการยับยั้งและสั่งพิจารณากฎหมายของสภาคองเกรสใหม่ (Veto) หากไม่เห็นชอบกับกฎหมายดังกล่าวได้อีกด้วย
ฝ่ายตุลาการ (Judicial)
ฝ่ายตุลาการ หรือศาลยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่สภาคองเกรสตราขึ้น รวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดยศาลจะเข้ามามีบทบาทเมื่อเกิดข้อพิพาทหรือมีการยื่นคำร้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากพิจารณาแล้วพบว่ากฎหมายหรือคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด) ก็มีอำนาจวินิจฉัยให้เป็นโมฆะได้ ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลสูงสุดจะมาจากการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี และต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ใช้ Checks and Balances
ทุกครั้งที่มีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ สภาคองเกรสจะเป็นผู้ร่างและส่งให้ฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) พิจารณาบังคับใช้ หากประธานาธิบดีไม่เห็นด้วย สามารถใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายนั้นได้ แต่สภาคองเกรสก็มีสิทธิคานอำนาจกลับ โดยหากรวบรวมเสียงโหวตสนับสนุนได้ถึง 2 ใน 3 จากทั้งสองสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ก็จะสามารถล้มล้างการ Veto และบังคับใช้กฎหมายนั้นได้ทันที อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะถูกบังคับใช้แล้ว หากฝ่ายตุลาการ (ศาลสูงสุด) ได้รับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเห็นว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีอำนาจที่จะสั่งยกเลิกกฎหมายนั้นได้เช่นกัน (Judicial Review)
เจาะลึกอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าแม้ทางประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในส่วนของฝ่ายบริหารบ้านเมือง แต่ก็เป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะยังมี “ฝ่ายนิติบัญญัติ” และ “ฝ่ายตุลาการ” คอยคานอำนาจกันอยู่ จึงไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดในการลงนามคำสั่งตามใจชอบ โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาคองเกรส) มีอำนาจในการตรวจสอบและดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีได้
บทบาทของสภาคองเกรส
ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative) หรือสภาคองเกรส ประกอบไปด้วย 2 สภา ได้แก่ วุฒิสภา (Senate) โดยมีรองประธานาธิบดีเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง และมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นตัวแทนจากแต่ละรัฐ รัฐละ 2 คน รวมกับ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามสัดส่วนประชากร มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายสำหรับการบริหารประเทศ รวมทั้งตรวจสอบฝ่ายบริหารทั้งในด้านการดำเนินงานและงบประมาณ หากพบว่าไม่โปร่งใสก็สามารถจัดตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการถอดถอนฝ่ายบริหารออกจากตำแหน่ง (Impeachment)
บทบาทของศาลสูงสุด
ฝ่ายตุลาการ (Judicial) ประกอบไปด้วยศาลชั้นต้น (District Court), ศาลอุทธรณ์ (Circuit Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) สำหรับการปกครองจะเน้นการพูดถึงศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดเป็นหลัก โดยอำนาจของศาลสูงสุดนี้ก็สามารถพิจารณาล้มเลิกกฎหมายจากสภาคองเกรส หรือคำสั่งจากประธานาธิบดีได้หากตรวจสอบแล้วพบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยการตัดสินจากศาลฎีกานั้นถือเป็นคำสั่งสูงสุดที่ต้องปฏิบัติตาม
ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่สะท้อนระบบถ่วงดุล

- ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลฝ่ายบริหาร
- ตรวจสอบการสั่งการของฝ่ายบริหารและดำเนินการไต่สวนประธานาธิบดีเพื่อยื่นถอดถอนจากตำแหน่ง (Impeachment) ในกรณีพบว่าฝ่ายบริหารประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือกระทำความผิดทางอาญา
- ตรวจสอบการใช้งานงบประมาณของฝ่ายบริหาร
- ยื่นลงมติยกเลิกคำสั่งยับยั้งการแก้ไขกฎหมายของฝ่ายบริหารโดยใช้เสียงข้างมาก 2 ใน 3
อีกหนึ่งตัวอย่างของระบบถ่วงดุลอำนาจคือกรณีของ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนล่าสุด ที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรดำเนินกระบวนการถอดถอน (Impeachment) ถึง 2 ครั้ง ในปี 2019 และ 2021 ระหว่างการดำรงตำแหน่งในสมัยก่อน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารได้ แม้จะเป็นผู้นำประเทศก็ตาม
- ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลฝ่ายตุลาการ
อนุมัติและรับรองผู้พิพากษาสูงสุดของศาลฎีกา รวมถึงถอดถอนอำนาจผู้พิพากษาได้ผ่านการลงมติ
- ฝ่ายบริหารถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติ
ประธานาธิบดีสามารถใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมายที่สภาคองเกรสเสนอมาได้ ก่อนที่ร่างนั้นจะถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายจริง
- ฝ่ายบริหารถ่วงดุลฝ่ายตุลาการ
เสนอชื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุด และมีอำนาจในการอภัยโทษบุคคลหรือนิติบุคคลที่กระทำความผิด หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดได้
- ฝ่ายตุลาการถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
พิจารณากฎหมายที่ถูกบังคับใช้แล้วของสภาคองเกรส รวมถึงคำสั่งการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ (Judicial Review) โดยคำวินิจฉัยของศาลตุลาการถือเป็นคำสั่งชี้ขาดสูงสุด จะเห็นได้ว่าการถ่วงดุลอำนาจของทั้ง 3 ฝ่ายนั้นคอยช่วยคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่ให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถืออำนาจเหนือกว่าผู้อื่นจนเกิดการกระจายอำนาจทางการเมือง แสดงให้เห็นว่า “ประธานาธิบดี” ของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าในการลงนามคำสั่งแต่เพียงผู้เดียว เพราะหากฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถยื่นฟ้องและยกเลิกคำสั่งนั้นได้นั่นเอง
เนื้อหา Checks and Balances ที่ออกสอบบ่อย
มาถึงตรงนี้ น้อง ๆ น่าจะพอเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่า Checks and Balances คืออะไร และมีหน้าที่ยังไงกับการเมืองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อมูลที่ยกมาข้างต้นนี้ก็เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่ออกสอบในข้อสอบ GED Social Studies ในหมวดการเมืองและการปกครองที่น้อง ๆ จะควรทราบก่อนไปสอบจริง แต่นอกเหนือไปจากในส่วนของ “เนื้อหา” ที่เป็นหลักสำคัญแล้ว “คำศัพท์” ที่พบในข้อสอบเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นพี่กริฟฟินจึงอยากมาแนะนำคำศัพท์ที่พบเจอได้บ่อยในเนื้อหา Checks and Balances เพื่อให้น้อง ๆ สามารถอ่านโจทย์ได้เข้าใจง่ายและทำข้อสอบได้ไม่พลาดกัน
ตัวอย่างคำศัพท์ที่พบบ่อยในหัวข้อ Checks and Balances
| คำศัพท์ | คำแปล |
|---|---|
| Legislative | ฝ่ายนิติบัญญัติ |
| Congress | คองเกรส |
| Executive | ฝ่ายบริหาร |
| President | ประธานาธิบดี |
| Judicial | ฝ่ายตุลาการ |
| Supreme Court | ศาลสูงสุด (ศาลฎีกา) |
| Veto | อำนาจของประธานาธิบดีในการปฏิเสธกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา |
| Override | อำนาจของนิติบัญญัติในการลงมติล้มล้างคำสั่งยับยั้งของประธานาธิบดี |
| Judicial Review | อำนาจของตุลาการในการตีความและตรวจสอบกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ |
| Impeachment | การถอดถอนประธานาธิบดี/ ผู้พิพากษา |
| Separation of Powers | การกระจายอำนาจ |
| Senate | วุฒิสภา |
| Unconstitutional | ขัดต่อรัฐธรรมนูญ |
ตัวอย่างคำถาม Checks and Balances ที่ออกสอบบ่อยในข้อสอบ GED Social Studies

ข้อนี้ตอบ D เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป

- ตอบ D ผู้พิพากษาสูงสุดมาจากการเสนอชื่อของประธานาธิบดีและผ่านการรับรองจากวุฒิสภา
- ตอบ A ฝ่ายบริหาร (Executive Branch)
- ตอบ B ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Branch)
ติวสอบ GED Social Studies พิชิตข้อสอบ Checks and Balances ไปกับ House of Griffin
สำหรับใครที่อยากได้เคล็ดลับและเทคนิคดี ๆ ในการเตรียมตัวสอบ GED อย่างมั่นใจ พี่กริฟฟินก็มีเทคนิคอีกเพียบที่พร้อมจะแชร์ให้กับทุกคน รวมถึงมีแนวข้อสอบและคลังข้อสอบ GED ให้ตะลุยโจทย์กันแบบเน้น ๆ ครบถ้วนทุกรายวิชาในทุกหัวข้อการสอบ พร้อมทีมวิชาการคอยให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการเรียนในอนาคตแบบ All–in-one ทักมาสอบถามคอร์สติว GED ได้เลย
