
| สรุปสั้น: ติว SAT Reading ยังไงให้อ่านโจทย์ทัน อันดับแรกน้อง ๆ จะต้องปรับนิสัยการอ่านโจทย์จากการอ่านทุกตัวอักษรมาเป็นการอ่านเพื่อทำสอบ โดยข้ามไปอ่านคำถามก่อนค่อยกลับมาอ่าน Passage โดยเลือกอ่านแบบ Skip & Skim เน้นอ่านจุดสำคัญและสังเกตการใช้คำเชื่อม จากนั้นพิจารณาตัวเลือกแต่ละข้อโดยตัดข้อที่ผิดออกและบริหารเวลาการทำสอบแต่ละข้อให้ดี หากข้อไหนยากเกินก็ข้ามไปก่อนแล้วค่อยกลับมาทำเมื่อเหลือเวลาสอบเพียงพอ |
การสอบ SAT ภาษาอังกฤษ หรือ SAT Reading and Writing ที่บางคนนิยมเรียกแบบย่อ ๆ ว่า R&W นั้น เป็นอีกหนึ่งโจทย์ความยากที่หลายคนประสบกับปัญหา “ทำสอบไม่ทัน” โดยเฉพาะในส่วนของ SAT Reading ที่ขึ้นชื่อเรื่องโจทย์ยาวที่แม้จะปรับให้ Passage สั้นลงกว่าระบบเดิม แต่ยังคงเป็นพาร์ตที่ต้องอาศัยการอ่าน วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว จนทำให้หลายคนพลาดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้พี่กริฟฟินจึงรวบรวม 5 เทคนิคติว SAT Reading ที่จะช่วยให้อ่านโจทย์ได้เร็วขึ้น วิเคราะห์คำตอบได้แม่นยำขึ้น และบริหารเวลาการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงทำ SAT Reading ไม่ค่อยทัน
แม้ว่าทาง College Board จะมีการปรับระบบการสอบ SAT ใหม่ให้ใช้ระบบ Digital SAT ที่มีการสอบผ่านคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวและใช้ข้อสอบแบบ Adaptive Test ที่มีการจัดชุดข้อสอบตามระดับความสามารถของผู้สอบ รวมทั้งปรับความยาวของ Passage ให้น้อยลงจากเดิมแล้ว แต่เด็กไทยหลาย ๆ คนก็ยังประสบปัญหาการทำสอบ SAT Reading ไม่ทันจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
- พยายามแปลศัพท์ทุกคำ เด็กไทยมักติดนิสัยอ่านทุกตัวอักษรและพยายามแปลทุกคำเพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีและมีความรอบคอบ แต่ในการทำสอบที่มีระยะเวลาจำกัด นิสัยข้อนี้อาจทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์และทำให้ต้องมาเร่งทำสอบข้อท้าย ๆ หรือดิ่งคำตอบเพื่อให้ตอบครบทุกข้อ
- หลงกับดักคำตอบ ตัวเลือกคำตอบของข้อสอบ SAT Reading มักจะนำเอาข้อความหรือคำศัพท์ที่ปรากฏใน Passage มาใส่เอาไว้เพื่อเป็นตัวหลอก ทำให้หลายคนอาจเผลอเลือกคำตอบข้อที่ผิด หรือเสียเวลาย้อนกลับไปอ่าน Passage ใหม่เพื่อตีความคำตอบอีกครั้งจนเปลืองเวลาการสอบ
เทคนิคติว SAT Reading เก็บคะแนนให้ได้โดยไม่ต้องอ่านทุกคำ
จากปัญหาที่เด็กไทยมักจะติดอ่าน Passage แบบครบถ้วนทุกคำจนทำให้ทำข้อสอบไม่ทัน ก็สามารถแก้ได้โดยการปรับวิธีการอ่านข้อสอบใหม่ จากเดิมที่เน้นอ่านเพื่อทำความเข้าใจครบทุกจุด ปรับเป็นการอ่านเพื่อตอบคำถาม ผ่าน 5 เทคนิคนี้เลย
เทคนิคที่ 1: อ่าน Question ก่อน Passage เสมอ
เมื่อได้ข้อสอบมา ก่อนที่จะเริ่มลงมืออ่าน Passage ให้เปิดไปดู “ข้อคำถาม” และ “ตัวเลือกคำตอบ” ก่อน เพื่อพิจารณาว่าโจทย์ต้องการวัดทักษะอะไร เช่น ความเข้าใจในโครงสร้างและจุดประสงค์ของบทความ (Craft and Structure), การจับใจความและการใช้เหตุผล (Information and Ideas), การใช้ไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค (Standard English Conventions) หรือการเรียบเรียงข้อมูล (Expression of Ideas) หลังจากเข้าใจจุดประสงค์หลักของข้อคำถามแล้ว เมื่อกลับไปอ่าน Passage ก็ให้เลือกมองหาในสิ่งที่โจทย์ถามเป็นหลัก
เทคนิคที่ 2: Skim หา Topic Sentence แต่ละย่อหน้า
Passage ของข้อสอบ SAT Reading ส่วนใหญ่มักจะมี Topic Sentence หรือใจความสำคัญอยู่ที่ประโยคแรกสุดหรือท้ายสุดของแต่ละย่อหน้า จึงอยากแนะนำให้ตั้งใจอ่านประโยคแรกสุดเพื่อจับทิศทางของเรื่อง ถัดมาในส่วนของข้อมูลเสริมที่เป็นส่วนขยายหรือตัวเลขให้ Skimming อ่านผ่าน ๆ และตั้งใจอ่านท้ายย่อหน้าอีกรอบเพื่อที่จะได้เก็บใจความสำคัญให้ครบถ้วน แต่หากข้อคำถามมีการถามเกี่ยวกับรายละเอียด (Detail) หรือข้อมูลตัวเลขสถิติใน Passage ก็ให้โฟกัสไปที่จุดนั้นเลย
เทคนิคที่ 3: จับสัญญาณ Transition Words เพื่อหาใจความสำคัญ
นอกจากประโยคต้นและท้ายของแต่ละย่อหน้าของ Passage แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดสังเกตการปรับเปลี่ยนทิศทางของเนื้อเรื่องใน Passage ก็คือ Transition Words หรือคำเชื่อมประโยคภายในตัวบทความ ดังนั้นจึงควรสังเกตคำเชื่อมดังต่อไปนี้
- คำเชื่อมที่แสดงความขัดแย้ง เช่น However, But, Yet, Nonetheless เป็นต้น ประโยคที่ต่อหลังคำเหล่านี้จะเป็นประโยคที่มีความขัดแย้งกับข้อความก่อนหน้า และมักเป็นจุดที่โจทย์นิยมนำเอาไปตั้งคำถาม
- คำเชื่อมสรุปความ เช่น Therefore, Thus, In conclusion, To summarize, Overall เป็นต้น ประโยคที่อยู่หลังคำเชื่อมประเภทนี้จะเป็นบทสรุปของ Passage ที่มักเป็นคำตอบของคำถามเช่นเดียวกัน
เทคนิคที่ 4: ตัดตัวเลือกผิดออกก่อน ไม่ใช่หาตัวเลือกถูก
ข้อสอบ SAT Reading เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มีคำตอบเพียงแค่ข้อเดียวเท่านั้น แต่ตัวเลือกที่โจทย์ให้มาอาจทำให้ผู้สอบลังเลเพราะคล้ายว่าจะมีคำตอบที่ “ถูกต้อง” หลายข้อ จึงควรเลือกตัดตัวเลือกข้อที่ไม่ใช่คำตอบออก โดยให้เลือกตัดข้อที่ไม่มีบอกเอาไว้ใน Passage ออก หรือตัดคำตอบข้อที่ให้ข้อมูลกว้างหรือแคบจนเกินไปออก เมื่อตัดตัวเลือกออกแล้วก็พิจารณาอีกครั้งและเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้เลย
เทคนิคที่ 5: บริหารเวลาต่อ Passage อย่างเคร่งครัด
ระบบกำหนดเวลาการทำสอบ SAT Reading and Writing เพียงแค่ 32 นาที ต่อ 1 Module โดยที่แต่ละ Module จะมีโจทย์ทั้งหมด 27 ข้อ จึงทำให้เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้วจะมีเวลาการทำสอบเพียงแค่ข้อละ 1 นาที 10 วินาทีเพียงเท่านั้น จึงต้องฝึกบริหารเวลาทำสอบและเฉลี่ยเวลาการตอบคำถามทั้งข้อที่มีความซับซ้อนในการตีความและข้อที่ถามตรง ๆ ให้ดี ซึ่งถ้าอ่านโจทย์แล้วรู้สึกว่ายากจนเกินไปก็สามารถติด Flag เอาไว้และข้ามไปทำข้ออื่นที่ง่ายกว่า จากนั้นกลับมาทำข้อที่ค้างเอาไว้ก่อนหมดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจมกับคำถามข้อใดข้อหนึ่งนาน ๆ จนเสียโอกาสในการทำคะแนนข้ออื่นนั่นเอง
ประเภท Passage ใน SAT Reading ที่ต้องรู้จักก่อนสอบ
Passage ที่เป็นโจทย์ของ SAT Reading นั้นมีเนื้อหาค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่บทความทางวิชาการด้านต่าง ๆ ไปจนถึงวรรณกรรม โดยมีรูปแบบ Passage ที่มีลักษณะการเล่าเรื่องต่างกันอยู่ 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- Science (วิทยาศาสตร์) Passage เชิงวิชาการที่มีความตรงไปตรงมามากที่สุด เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การรายงานผลการทดลอง หรือการแปรผลกราฟต่าง ๆ โดยอาจพูดถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา หรือดาราศาสตร์ที่อาจมีศัพท์เฉพาะร่วมด้วย
- Social Studies/ History (สังคมและประวัติศาสตร์) Passage ด้านสังคมศาสตร์, การเมือง, ประวัติศาสตร์, มานุษยวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์ โดยส่วนใหญ่มักจะมีความขัดแย้งในความคิดหรือทัศนคติสอดแทรกอยู่ภายในตัว Passage
- Humanities (มนุษยศาสตร์) Passage เกี่ยวกับศิลปะ, ดนตรี, วัฒนธรรม หรือการละคร เนื้อหาจะมีความคล้ายบทวิเคราะห์ที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็ต้องใช้ทักษะด้านการตีความและจับใจความสำคัญ
- Literature (วรรณกรรม) Passage ประเภทนี้จะคัดมาจากนิยายหรือเรื่องสั้น ภาษาจะสวยงาม มีการเปรียบเปรย (Metaphor) โดยคำถามประเภทนี้จะต้องอาศัยทักษะด้านการตีความค่อนข้างมากเพื่อเข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร
แผนการติว SAT Reading ก่อนสอบ 4-8 สัปดาห์
ถ้าใครกำลังมองหาแนวทางติว SAT Reading ฉบับคนที่มีเวลาเตรียมตัวสอบน้อย วันนี้พี่กริฟฟินก็มีเทคนิคดี ๆ มาฝากกันอีกเช่นเคย เพราะถึงแม้จะมีเวลาติวน้อยเพียง 4-8 สัปดาห์ แต่หากมีการวางแผนการติวอย่างรัดกุมก็สามารถทำสอบได้อย่างราบรื่นและทันเวลาแน่นอน
สัปดาห์ที่ 1 – 2 : เติมคลังศัพท์ให้พร้อมทวน Grammar
เริ่มด้วยการขยายคลังคำศัพท์ โดยอาจเริ่มจากการท่องจำคำศัพท์ที่พบเห็นได้บ่อยใน SAT Reading วันละ 20-30 คำ สะสมไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน โดยแนะนำให้จำคำศัพท์โดยการเรียนรู้ส่วนประกอบของคำศัพท์ เช่น Prefix, Suffix, Root word เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการจดจำและนำไปใช้งาน ถัดมาให้ทบทวน Grammar พื้นฐานทั้งเรื่องของ Tense, การใช้เครื่องหมาย Punctuation, โครงสร้างประโยค และหลักไวยากรณ์ให้แม่นยำ
สัปดาห์ที่ 3 – 6 : ฝึกทำโจทย์แบบแยกประเภท Passage แต่ละรูปแบบให้ชิน
อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่าโจทย์ของ SAT Reading สามารถแบ่งประเภทได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Science (วิทยาศาสตร์), Social Studies/ History (สังคมและประวัติศาสตร์), Humanities (มนุษยศาสตร์) Passage และ Literature (วรรณกรรม) โดยมีลักษณะข้อคำถามและการเขียนบรรยายที่ต่างกัน หากทดลองทำโจทย์โดยแบ่งตามประเภทสัปดาห์ละ 1 หัวข้อ ก็จะทำให้เห็น Pattern ของ Passage แต่ละประเภทอย่างชัดเจนจนสามารถตีโจทย์ได้ง่ายและไวยิ่งขึ้น
สัปดาห์ที่ 7 – 8 : ตะลุยทำ Mock Test เสมือนจริง
ฝึกทำข้อสอบ SAT บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยจับเวลาการทำสอบตามจริง จากนั้นขยับไปลองทำข้อสอบผ่านแอปพลิเคชัน Bluebook ของ College Board ที่จะต้องใช้ในการสอบจริงให้คุ้นเคย ฝึกใช้เครื่องมือตัวช่วยในแอปพลิเคชันให้ชิน เช่น การติด Flag เพื่อข้ามข้อหรือการ Highlight จุดสำคัญใน Passage พร้อมจับเวลาการทำสอบเสมือนจริง จากนั้นกลับมาทบทวนคำตอบและติวสอบเพิ่มในจุดที่ได้คะแนนน้อยเพื่อเตรียมความพร้อมโค้งสุดท้ายและเสริมความมั่นใจก่อนสอบรอบจริง
ติว SAT Reading ให้คะแนนทะลุเป้าที่ House of Griffin
หากใครไม่มั่นใจในการติวสอบ SAT Reading ด้วยตัวเองและอยากได้ผู้ช่วยที่จะมาเสริมความมั่นใจในการสอบ SAT ให้คะแนนทะลุเป้าตั้งแต่การลงสนามสอบครั้งแรกก็ขอแนะนำให้ลงคอร์สติว SAT กับ House of Griffin มีตัวเลือกคอร์สให้ลงทั้งคอร์สยอดนิยมอย่าง SAT Total รวมติวสอบ SAT Verbal & Math พร้อมการันตีคะแนนสอบ หรือหากต้องการเจาะลึกเฉพาะ SAT Verbal ก็ลงติวสอบ SAT Fast Track (Verbal) Weekend ติวเจาะลึกพร้อมตะลุยโจทย์เน้น ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีคอร์สติวแบบ Private Class ที่จัดตารางติวด้วยตัวเองได้ และคอร์สติวแบบ E-learning ให้เลือกเรียนได้ตามความต้องการอีกด้วย
