House of Griffin

โรงเรียนกวดวิชาเฮ้าส์ออฟกริฟฟิน - GED, IGCSE, SAT, IELTS, TOEFL MUIC

Month: March 2011 (page 1 of 2)

ลักษณะข้อสอบ TOEFL MUIC

 TOEFL MUIC

TOEFL MUIC Test Content

Listening Comprehension – 30-40 minutes50 Questions

Structure and Written Expression – 25 minutes40 Questions

Reading Comprehension – 55 minutes50 Questions

Writing (Test of Written English) – 30 minutes1 Topic

การสมัครสอบ TOEFL MUIC

MUIC

MUIC

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.muic.mahidol.ac.th/thai/?page_id=26

1. เลือกหลักสูตรที่ท่านต้องการสมัคร และตรวจสอบคุณสมบัติว่าท่านสามารถสมัครได้หรือไม่

2. กรอกแบบฟอร์มใบสมัคร

3. ส่งหลักฐานการสมัครทางไปรษณีย์ มายังบัณฑิตวิทยาลัย ตู้ ปณ.15 ปณจ.พุทธมณฑล ศาลายา จ .นครปฐม 73170 เพื่อใช้ประกอบการพิจารณารับสมัคร ดังนี้

# รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 4 รูป (ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน และเป็นรูปถ่ายในคราวเดียวกัน)

# สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

#ใบปริญญาบัตร หรือ หนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษาว่ากำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้ายของหลักสูตรจำนวน 2 ชุด

#ใบบันทึกผลการศึกษา (Transcript) ตลอดหลักสูตร หรือ ใบบันทึกผลการศึกษา (Grade Report) ที่ศึกษามาจนถึงภาคเรียนสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา จำนวน 2 ชุด

# ผลสอบ “ผ่าน” หรือ หนังสือรับรอง กรณีผู้สมัครขอใช้ผลสอบ เพื่อยกเว้นการสอบภาษาอังกฤษ(ตรวจสอบเกณฑ์มาตรฐาน ) จำนวน 2 ชุด

# หลักฐานอื่น ๆ ที่แต่ละหลักสูตรสาขาวิชาต้องการและระบุ เช่น หนังสือรับรองประสบการณ์ทำงานหรือสำเนาใบประกอบโรคศิลปะ ฯลฯ จำนวน 2 ชุด

# ธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ สั่งจ่าย “บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล”อัตราค่าสมัคร สาขาวิชาละ 500 บาท (สำหรับผู้สมัครระดับปริญญาเอก กรณียังไม่มีผลสอบ TOEFL ผ่านตามเกณฑ์บัณฑิตวิทยาลัย ต้องชำระเงินค่าสอบ TOEFL คนละ 950 บาท)

*** หมายเหตุ – ผู้สมัครทาง Internet ไม่จำเป็นต้องซื้อใบสมัครอีก

ติวสอบเข้า MUIC มหิดลอินเตอร์ ได้ที่โรงเรียน House of Griffin

ทำอย่างไรถ้าสอบ GED ไม่ผ่าน

House of Griffin

สามารถลงสอบได้ใหม่หลังจากคะแนนออกแล้ว และหากต้องการ Re-score คะแนนให้สูงขึ้น สามารถทำได้โดยลงสอบใหม่ หลังจากสอบเสร็จประมาณ 15-30 วัน ระบบจะทำการ Merge คะแนนใน Transcript โดยนับเอาคะแนนที่สูงสุด

อย่างไรก็ตาม หากน้องๆ ลงเรียนคอร์ส GED ที่ House of Griffin ทางเรารับรองผลการสอบ 100% และหากสอบไม่ผ่าน เรายินดีให้เรียนซ้ำฟรี*


*การประกันผลเป็นไปตามเงื่อนไขตามที่โรงเรียนระบุไว้เท่านั้น

ค่าสอบ GED

ค่าสอบ GED

ค่าสอบ GED

ค่าสอบ GED

วิชาที่สอบ ค่าสอบ
Mathematics
–  $119
Social Studies
–  $119
Science
–  $119
Language Arts, Reading
$119
Language Arts, Writing
–   $147

ที่ House of Griffin เรามีบริการสมัครสอบและติดตามผลให้กับนักเรียนทุกคน

ตารางวันและเวลาเรียน GED กับ House of Griffin คลิกได้ที่นี่ค่ะ


House of Griffin
Tel: 0 2652 2332, 0 2644 6006-7
LINE: @houseofgriffin
Website: houseofgriffin.com

เนื้อหาการเรียน และการสอบ GED

รายวิชาสอบประกอบด้วย 5 วิชานะคะ คือ Mathematics, Science, Social Studies, Language Arts, Reading, and Language Arts, Writing โดยเกณฑ์คะแนนผ่านอยู่ที่ 2,000 และหัวข้อในการสอบยังคงเหมือนเดิมรวมทั้ง Topic ใน Essay Writing

House of Griffin

นอกจากนี้จำนวนข้อสอบในแต่ละรายวิชายังเท่าเดิม แต่ในส่วนของวิชา Language Arts, Writing นันแม้จะมีการแบ่งเป็น 2 ส่วนเหมือนเดิม หากแต่เมื่อนักเรียนทำส่วนที่ 1 (Grammar) แล้วและข้ามไปทำส่วนที่ 2 (Essay) จะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขในส่วนที่ 1 ได้อีก ดังนั้นการรู้จักประเมินเเวลาและแบ่งเวลาให้เพียงพอนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสอบ Language Arts, Writing ค่ะ

การเรียน GED ที่ House of Griffin

IELTS Listening – การฟัง IELTS

การฟัง

การสอบฟังนั้นใช้เวลา 30 นาที โดยมีคำถามทั้งหมด 40 ข้อ และมีด้วยกัน 4 ส่วน

สองส่วนแรกนั้นจะเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันจะเป็นการสนทนาระหว่างคนสองคน

หลังจากนั้นก็จะเป็นคนพูดเพียงคนเดียว ตัวอย่างเช่น สนทนาเรื่องการวางแผนไปเที่ยว หรือ ตัดสินใจว่าจะไปไหนดีคืนนี้ และมี การพูดเกี่ยวกับการให้บริการแก่นักเรียนในมหาวิทยาลัย

สองส่วนหลังจะฟังเกี่ยวกับสถานการณ์จำลอง โดยจะมีเนื้อหาหนักไปทางการศึกษาโดยจะมีบทสนทนากันระหว่างกลุ่มคนไม่เกินสี่ คน

หลังจากนั้นก็จะเป็น การฟังคนพูดเพียงคนเดียว

ตัวอย่างหัวข้อที่จะพูด อาจเป็นการสนทนาระหว่างอาจารย์และนักเรียนเกี่ยวกับการบ้านหรือ อาจจะเป็นการคุยกันในกลุ่มนักเรียน สองสามคน ปรึกษากันเรื่องหัวข้อทำวิจัยและ เลคเชอร์ หรือ การพูดแนววิชาการ

ในการสอบไม่มีผู้สอบคนใดได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งนี้เพราะว่า หัวข้อที่นำมาใช้ในการสอบนั้นจะเป็นหัวข้อทั่วไป ไม่เน้นไปในวิชาใดวิชาหนึ่ง ความยากจะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยในแต่ละส่วน สำเนียงภาษาอังกฤษที่ใช้ในการ สอบนั้นจะมีหลากหลายด้วยกัน รวมทั้งสำเนียงท้องถิ่น คำถามนั้นจะมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้* ปรนัย* ตอบคำถามสั้นๆ* เติมคำในประโยค* ให้โน๊ต ย่อ หรือ วาดไดอะแกรม flow chart หรือ เติมคำในตารางให้สมบูรณ์* ให้เขียนในไดอะแกรม ว่า แต่ละส่วนที่มีเลขเขียนไว้ หมายถึงอะไร* จับคู่* เรียงลำดับการสอบฟังนั้น จะ มีการเปิดให้ฟังเพียงรอบเดียวเท่านั้น ขณะที่ฟังผู้เข้าสอบต้องอ่านคำถามและเติมคำตอบในกระดาษคำถามไปพร้อมๆกัน เมื่อฟังเทปเสร็จเรียบร้อย จะมีเวลาให้ นำย้ายคำตอบจากในกระดาษมาเขียนลงในกระดาษคำตอบ

IELTS

IELTS

น้อง ‘Mint’ เรียนที่ House of Griffin ในคอร์ส GED และคอร์ส IETS ได้ 6.5 และกำลังรอศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาค่ะ

ลักษณะข้อสอบ IELTS

เรียน IELTS กับ House of Griffin

เรียน IELTS กับ House of Griffin

ลักษณะข้อสอบ IELTS
สามารถแบ่งการทดสอบ ออกเป็นสองช่วง ช่วงเช้าสอบข้อเขียน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ทดสอบการอ่าน 1 ชั่วโมง เขียน 1 ชั่วโมง และ ฟัง 30 นาที ช่วงบ่าย สอบสัมภาษณ์รายบุคคล ใช้เวลา คนละ ประมาณ 10-15 นาที ซึ่งจะจัดสอบครั้งละ 26 คน

การฟัง
การสอบฟังนั้นใช้เวลา 30 นาที โดยมีคำถามทั้งหมด 40ข้อ และมีด้วยกัน 4 ส่วน สองส่วนแรกนั้นจะเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันจะเป็นการสนทนาระหว่างคนสองคน หลังจากนั้นก็จะเป็นคนพูดเพียงคนเดียว ตัวอย่างเช่น สนทนาเรื่องการวางแผนไปเที่ยว หรือ ตัดสินใจว่าจะไปไหนดีคืนนี้ และมี การพูดเกี่ยวกับการให้บริการแก่นักเรียนในมหาวิทยาลัย สองส่วนหลังจะฟังเกี่ยวกับสถานการณ์จำลอง โดยจะมีเนื้อหาหนักไปทางการศึกษาโดยจะมีบทสนทนากันระหว่างกลุ่มคนไม่เกินสี่ คน หลังจากนั้นก็จะเป็น การฟังคนพูดเพียงคนเดียว ตัวอย่างหัวข้อที่จะพูด อาจเป็นการสนทนาระหว่างอาจารย์และนักเรียนเกี่ยวกับการบ้านหรือ อาจจะเป็นการคุยกันในกลุ่มนักเรียน สองสามคน ปรึกษากันเรื่องหัวข้อทำวิจัยและ เลคเชอร์ หรือ การพูดแนววิชาการ ในการสอบไม่มีผู้สอบคนใดได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งนี้เพราะว่า หัวข้อที่นำมาใช้ในการสอบนั้นจะเป็นหัวข้อทั่วไป ไม่เน้นไปในวิชาใดวิชาหนึ่ง ความยากจะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยในแต่ละส่วน สำเนียงภาษาอังกฤษที่ใช้ในการ สอบนั้นจะมีหลากหลายด้วยกัน รวมทั้งสำเนียงท้องถิ่น คำถามนั้นจะมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้
* ปรนัย
* ตอบคำถามสั้นๆ
* เติมคำในประโยค
* ให้โน๊ต ย่อ หรือ วาดไดอะแกรม flow chart หรือ เติมคำในตารางให้สมบูรณ์
* ให้เขียนในไดอะแกรม ว่า แต่ละส่วนที่มีเลขเขียนไว้ หมายถึงอะไร
* จับคู่
* เรียงลำดับ
การสอบฟังนั้น จะ มีการเปิดให้ฟังเพียงรอบเดียวเท่านั้น ขณะที่ฟังผู้เข้าสอบต้องอ่านคำถามและเติมคำตอบในกระดาษคำถามไปพร้อมๆกัน เมื่อฟังเทปเสร็จเรียบร้อย จะมีเวลาให้ นำย้ายคำตอบจากในกระดาษมาเขียนลงในกระดาษคำตอบ
การอ่าน สำหรับ Academic Reading
มีคำถามทั้งสิ้น 40 คำถาม ให้ทำในเวลา 60 นาที โดยจะมีเรื่องสั้นๆ ให้อ่านสามเรื่องด้วยกัน ความยาวโดยรวมประมาณสองพันถึงสองพันเจ็ดร้อยห้าสิบคำ เนื้อหานั้นจะมาจาก นิตยสารวารสาร หนังสือ และ หนังสือพิมพ์ และมีเนื้อหาเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป ในจำนวนนี้ จะมีอย่างน้อยหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวกับ การแสดงความเห็น และอาจจะมีไดอะแกรม กราฟ หรือ ภาพประกอบเรื่องนั้นๆ ถ้าหากเรื่องไหนมีศัพท์เทคนิคปะปนอยู่ก็จะมีคำอธิบายไว้ให้ ข้อสอบจะเพิ่มความยากขึ้นเรื่อยๆ คำถามบางคำถามอาจจะถามก่อนอ่านเนื้อเรื่อง บางคำถามก็ถามหลังเนื้อเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคำถามนั้นๆ
ลักษณะคำถาม
* ปรนัย
* ตอบคำถามสั้นๆ
* เติมคำในประโยค
* ให้โน๊ต ย่อ หรือ วาดไดอะแกรม flow chart หรือ เติมคำในตารางให้สมบูรณ์
* ให้เขียนในไดอะแกรม ว่า แต่ละส่วนที่มีเลขเขียนไว้ หมายถึงอะไร
* จับคู่
* เรียงลำดับ
* ลักษณะคำถามที่มีคำตอบ ไว้จำนวนมาก ให้เลือก คำตอบที่ให้ไว้ มาเติมในช่องที่เหมาะสม
* ให้หาว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรให้ผู้อ่าน โดย ตอบ yes / no /not given
* ให้หาว่าเนื้อเรื่องได้กล่าวเรื่องในคำถามไว้หรือไม่ โดยให้ตอบ yes/ no/ not given/ true /false/ not given
คำถาม ข้อละ หนึ่งคะแนน และ ผู้สอบควรตรวจสอบให้รอบคอบในการเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบว่าสะกดได้ถูกหรือ ไม่ และ ถูกหลักไวยากรณ์หรือไม่ เพราะหากไม่ถูกจะมีการหักคะแนน
การอ่านสำหรับ General Training
เนื้อหาในการอ่านนั้นจะนำมาจากประกาศ โฆษณา หนังสือราชการ คู่มือ แผ่นพับ หนังสือพิมพ์ ตารางเวลา หนังสือ หรือ นิตยสาร โดย ส่วนแรกนั้นจะเป็นเรื่อง สังคม ทั่วไป ภาษาที่เข้าใจง่ายแล้วจะค่อยเพิ่มความยาก ในส่วนของเนื้อหาและการใช้ภาษา ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเริ่มขึ้นส่วนที่สอง สาม สี่

การเขียน
Academic Writing
มีเวลาในการเขียนหกสิบนาที และมีสองหัวข้อที่ต้องทำ ควรใช้เวลาในส่วนแรกประมาณยี่สิบนาที และเขียนอย่างน้อยร้อยห้าสิบคำ ส่วนที่สองนั้นควรใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที และเขียนอย่างน้อยสองร้อยห้าสิบคำในส่วนแรกนั้น ผู้เข้าสอบจะต้องเขียนอธิบาย เกี่ยวกับ ไดอะแกรม หรือ ตาราง ที่มีไว้ให้การทดสอบส่วนนี้เพื่อที่จะวัดความสามารถในการจัดข้อมูล และการเปรียบเทียบข้อมูลและความสามารถในการอธิบายขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการจัดลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง และอธิบายการทำงานของสิ่งต่างๆ
ในส่วนที่สองนั้น จะเป็นการแสดงความคิดเห็น ในประเด็นต่างๆที่กำหนดให้ ทั้งนี้เพื่อวัดความสามารถ ในการแก้ปัญหา และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างสมเหตุสมผล สามารถเปรียบเทียบและชี้ข้อแตกต่างของเหตุการณ์ ความเห็น หัวข้อที่นำมาให้เขียนนั้นง่ายต่อการเข้าใจ ทั้งสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ กำลังจะเรียนต่อในระดับสูงกว่า
ในส่วนของ General Training Writing นั้น จะมีแตกต่างก็ คือ ในส่วนแรกจะได้ คำถามที่มีลักษณะเป็นจดหมายที่เขียนขอข้อมูลหรือ อธิบายสถานการณ์ และให้ เราเขียนตอบ ทั้งนี้เพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารโต้ตอบระหว่างบุคคลและ แสดงความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ ความต้องการ และแสดงความคิดเห็นได้
ในส่วนที่สองนั้นผู้สอบต้องแสดงทัศนะ หรือ ไม่ก็ให้ อภิปรายโต้แย้ง หรือ แสดงปัญหา ในหัวข้อที่ให้ไว้ ทั้งนี้เพื่อวัดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล การวางโครงร่างของปัญหาและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา เสนอและชั่งน้ำหนักของความคิดเห็น บทความ หรือ ทฤษฎีต่างๆ ว่าน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหนในการเขียนทั้งสองแบบต้องเขียนตอบในกระดาษคำตอบเท่านั้นหากเขียนในกระดาษ คำถามจะได้รับการตรวจ การให้คะแนนก็จะให้น้ำหนักของส่วนที่สอง มากกว่า ส่วนที่หนึ่ง
การให้คะแนนส่วนที่หนึ่งนั้นจะให้จาก
* Task Fulfilment
* Coherence
* Cohesion
* Vocabulary
* Sentence Structure
การให้คะแนนส่วนที่สองนั้จะให้จาก
* Arguements
* Ideas
* Evidence
* Communicative Quality
* Vocabulary
* Sentence Structure
หากเขียนต่ำกว่า จำนวนน้อยที่สุดที่กำหนดไว้ จะถูกหักคะแนน
การพูด
การสอบพูด นั้นจะใช้เวลา ตั้งแต่ สิบเอ็ดถึงสิบสี่นาที จะเป็นการสัมภาษณ์ระหว่าง ผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่ เป็นการทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบสัมภาษณ์นั้นจะแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน
ส่วนที่หนึ่ง ผู้เข้าสอบจะตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง บ้าน ครอบครัว การงาน การเรียน ความสนใจ ซึ่งจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา ซึ่งจะใช้เวลาประมาณสี่ถึงห้านาที
ส่วนที่สอง ผู้เข้าสอบจะต้องพูดตามหัวข้อที่ได้รับในการ์ด โดยจะมีเวลาเตรียมตัว หนึ่งนาที และพูดประมาณสองนาที จากนั้นเจ้าหน้าที่จะถามคำถามหนึ่งหรือสองคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เราพูด
ส่วนที่สามนั้น ก็จะเป็นการถกปัญหากันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้เข้าสอบ หัวข้อนั้นก็จะเกี่ยวๆ กับที่ได้รับในส่วนที่สอง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณสี่ถึงห้านาทีการสัมภาษณ์จะมีการบันทึกไว้ด้วยเทปบันทึก เสียง

ข้อสอบ IELTS

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อ ชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้ คะแนนทักษะ ทั้งสี่แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจน แม่นยำ และ ถูกต้องตรงกับระดับ ความสามารถ ในการใช้ ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผล ที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษา แต่ละคน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงระดับ การศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา หรือ สูงกว่า ในทุก ๆ สาขา
2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับ มัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัคร เรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงกับทางสถาบัน

Older posts

© 2017 House of Griffin

Theme by Anders NorenUp ↑